posttoday
รายได้รัฐจากสัมปทานไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน (ตอนที่1)

รายได้รัฐจากสัมปทานไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน (ตอนที่1)

17 กันยายน 2557

ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ต้องใช้ฟืนหุงข้าว ไม่ต้องเดินเท้าไปทำงาน ได้ดูละครในตอนค่ำ ได้นอนเย็นฉ่ำตลอดคืน มีแหล่งพลังงานเป็นของเราเอง มีรายได้เข้า อบต. เทศบาล อบจ. และเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินกว่า 1.3 ล้านล้านบาท นำไปพัฒนาประเทศ ล้วนเป็นประโยชน์ที่ได้จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย เป็นประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชนทุกคน ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ต้องใช้ฟืนหุงข้าว ไม่ต้องเดินเท้าไปทำงาน ได้ดูละครในตอนค่ำ ได้นอนเย็นฉ่ำตลอดคืน มีแหล่งพลังงานเป็นของเราเอง มีรายได้เข้า อบต. เทศบาล อบจ. และเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินกว่า 1.3 ล้านล้านบาท นำไปพัฒนาประเทศ ล้วนเป็นประโยชน์ที่ได้จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย เป็นประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชนทุกคน ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

แต่ข้อเท็จจริงนี้กลับถูกนำไปบิดเบือน ปลุกเร้า สร้างความเข้าใจผิดๆ ว่า แม้จะมีการเปิดแปลงสัมปทานใกล้บ้านท่าน แต่พวกท่านซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริงส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ และยังคงต้องใช้น้ำมันราคาแพงกว่าประเทศที่เราส่งออกไปเสียอีก เป็นดราม่าที่ยังสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่องกับกลุ่มคนบางกลุ่ม

จากการติดตามกระแสสังคมยังพบว่า กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ยังมีความเข้าใจว่าสัมปทานไทยมีค่าสัมปทานต่ำและเป็นสัมปทานที่ถูกที่สุดในอาเซียน ซึ่งผมได้เคยนำเสนอไปแล้วคือ รายได้รัฐจากกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยวิธีรวมตัวเลขที่จัดเก็บได้จริงของทั้งสองระบบ (ระบบ Thailand I และ Thailand III) ณ สิ้นปี 2554 รัฐจะมีรายได้คิดเป็น 60% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย

และถ้าคิดโดยวิธีการคำนวณ จะพบว่าโครงการภายใต้ระบบ Thailand I รัฐมีรายได้คิดเป็น 55% และจากโครงการภายใต้ระบบ Thailand III รัฐมีรายได้คิดเป็น 74% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่น้อยเลยสำหรับกฎหมายปัจจุบัน

แม้จะมีการยอมรับตัวเลขของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่เข้าไปชี้แจงในคณะอนุกรรมาธิการฯ แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ โดยท่าน สว. รสนา โตสิตระกูล ได้อภิปรายในรัฐสภาและมีความคิดเห็นว่า “วิธีคิดของกรมเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง วิธีคิดตามหลักการลงทุนที่เป็นสากลต้องคิดการแบ่งผลประโยชน์ตามสัดส่วนการลงทุน โดยรัฐลงทุนด้วยทรัพยากร เอกชนลงทุนด้วยอุปกรณ์และการบริหาร ซึ่งเมื่อคิดเช่นนี้แล้ว พบว่ารัฐได้ผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยทรัพยากรเพียง 31% ขณะที่เอกชนได้ผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 60% ซึ่งได้มากกว่ารัฐครึ่งต่อครึ่ง” จึงเหมาสรุปเอาว่าส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่รัฐได้รับไม่เป็นธรรม

ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้รู้หลายท่านได้เขียนอธิบายไปพอควรแล้ว แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแนวความคิดของท่านได้ ผมจึงขอเสนอว่า ถ้าจะคิดว่ารัฐหรือประเทศไทยลงทุนด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีมูลค่าก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ขอให้คิดมากขึ้นอีกนิดว่าผลประโยชน์ที่รัฐได้รับนั้น ไม่ได้มีแต่รายได้ที่เกิดจากกิจการปิโตรเลียม ซึ่งเป็นเพียงกิจการต้นน้ำเท่านั้น รัฐยังมีรายได้จากกิจการต่อเนื่องอื่นๆ อีกมากมาย และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมซึ่งตีเป็นมูลค่าไม่ได้

ดังนั้น จึงต้องนำเอาผลประโยชน์ต่างๆ นี้ มารวมเข้าไปด้วย จึงจะเป็นผลประโยชน์ที่รัฐหรือประเทศหรือประชาชนได้รับจากการลงทุนด้วยทรัพยากรปิโตรเลียม น่าจะมีความถูกต้องมากกว่า ดังแสดงด้วยรูปนี้ครับ (เป็นตัวเลขประมาณ ณ ปี 2555)

ปิโตรเลียมที่อยู่ใต้พื้นดิน จะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยลงทุนสำรวจและพัฒนาไป 1.63 ล้านล้านบาท ขายปิโตรเลียมได้ 3.93 ล้านล้านบาท เหลือเป็นกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน 2.3 ล้านล้านบาท (3.931.63) แต่ต้องจ่ายค่าภาคหลวง (0.49) SRB (0.043) และภาษีปิโตรเลียม (0.83) ให้รัฐรวม 1.36 ล้านล้านบาท เหลือเป็นกำไรจริง 0.94 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบรายได้รัฐ : รายได้บริษัท จะได้ 1.36:0.94 หรือประมาณ 59:41 ตัวเลขดังกล่าวนี้ คิดเฉพาะกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (กรอบสีส้ม)

แต่ถ้าจะให้คิดแบบท่าน สว.รสนา โดยถือว่ารัฐลงทุนด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมนั้น ในแนวคิดนี้ผลประโยชน์ตามสัดส่วนการลงทุนของผู้รับสัมปทานจะได้ 57% (0.94/1.63) ในขณะที่รัฐจะได้เท่าไรนั้น จะต้องนำผลประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมารวมด้วย (1.36+ผลประโยชน์อื่นๆ/3.93) ซึ่งจะมีค่าสูงกว่าที่บริษัทขุดเจาะน้ำมันได้รับ และมากกว่า 31% ตามที่ท่านกล่าวถึงอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ว่าจะคิดอย่างไรผลประโยชน์ที่รัฐได้รับจากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมก็ไม่ได้ต่ำอย่างที่คนบางกลุ่มเข้าใจ และเมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับระบบของประเทศเพื่อนบ้าน ยังพบว่าค่าสัมปทานปิโตรเลียมของไทยไม่ได้ต่ำสุด ตามข้อมูลที่ขออนุญาตนำมาแชร์ ดังนี้

ประเทศไทยใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการปิโตรเลียม ซึ่งในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่จะใช้ระบบสัญญาหรือสัญญาแบ่งปันผลผลิต การจัดเก็บรายได้รัฐของทั้งสองระบบมีความแต่งต่างกันตามเครื่องมือด้านการเงิน (Fiscal Device) ที่นำมาใช้ เช่น ค่าภาคหลวง (Royalty) ภาษี (Tax) ส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing) เป็นต้น ซึ่งจะจัดเก็บมากหรือน้อย กำหนดได้ตามเครื่องมือดังกล่าว เช่น ค่าภาคหลวงเก็บ 10% ภาษีเก็บ 50% หรือส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียมเก็บ 60% เป็นต้น

ระบบสัมปทานไทยในปัจจุบัน รัฐจัดเก็บรายได้จากค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (SRB) และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต รัฐจัดเก็บรายได้จากค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียม ภาษีปิโตรเลียม และเครื่องมืออื่นๆ เช่น การให้รัฐเข้าร่วมลงทุน เป็นต้น โดยประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้ระบบนี้คือ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา

ดังนั้น ถ้ามีการกล่าวหาว่า ประเทศไทยไม่เคยเก็บเงินจากส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียม ต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริงครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเหมือนอย่างประเทศเพื่อนบ้าน การเปรียบเทียบรายได้รัฐจากกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะต้องเทียบกันที่ผลรวมที่เก็บได้จากเครื่องมือต่างๆ ที่ได้กล่าวแล้ว และไม่สามารถนำร้อยละของแต่ละตัวมาบวกกันตรงๆ ได้ เช่น ในระบบ Thailand I รัฐจัดเก็บค่าภาคหลวง 12.5% และจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 50% ไม่ได้หมายความว่ารัฐจัดเก็บได้ 62.5% (12.5+50)

ประเทศกัมพูชา จัดเก็บค่าภาคหลวง 12.5% เก็บส่วนแบ่งกำไร 40% เก็บภาษี 30% แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศกัมพูชาจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ 82.5% (12.5+40+30) เพราะร้อยละของการจัดเก็บแต่ละตัวนั้นต้องดูว่าเป็นร้อยละของอะไร และภายใต้เงื่อนไขใดด้วย เช่น ค่าภาคหลวง 12.5% ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขาย หรือภาษี 50% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย หรือส่วนแบ่งกำไร 40% ของมูลค่าปิโตรเลียมหลังหักค่าภาคหลวงและเงินลงทุน เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก