
จับชายชุดดำสะเทือนปรองดอง
อาฟเตอร์ช็อกเริ่มก่อตัวถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังการจับกุม “ชายชุดดำ” จำนวน 5 คน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อาฟเตอร์ช็อกเริ่มก่อตัวถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังการจับกุม “ชายชุดดำ” จำนวน 5 คน ที่ก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงใส่ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหารในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553
ที่สำคัญนี่ยังถือเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งในสังคมให้กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อไปถึง “โรดแมปปรองดอง” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเร่งขับเคลื่อนสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ
เมื่อ “ชายชุดดำ” ถือเป็น “จิ๊กซอว์” ตัวสำคัญที่แต่ละฝักฝ่ายการเมืองพยายามหยิบยกไปเพิ่มน้ำหนัก สร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง
โดยเฉพาะคดีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ถูกทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งข้อหาร่วมกันก่อการให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา
เพราะหนึ่งในคำชี้แจงจากฝั่ง ศอฉ.และรัฐบาลขณะนั้น ถึงการตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยศพและบาดเจ็บหลายร้อยคน เพราะมีชายชุดดำติดอาวุธแฝงตัวเข้ามาอยู่ในการชุมนุมมีเป้าหมายสร้างความปั่นป่วนทำร้ายเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งกลุ่มเสื้อแดงพยายามปฏิเสธการมีอยู่จริงของ “ชายชุดดำ” มาโดยตลอด
ดังนั้น การจับกุมตัวชายชุดครั้งนี้ จึงถือเป็น “ปัจจัย” เพิ่มความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจสั่งสลายการชุมนุมหรือกระชับพื้นที่ของอภิสิทธิ์สุเทพที่ผ่านมา อีกด้านหนึ่งย่อมถือเป็นการทำลายน้ำหนักการเคลื่อนไหว หรือการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แม้ที่ผ่านมากลุ่มเสื้อแดงจะพยายามปฏิเสธความเชื่อมโยงไปจนถึงการปฏิเสธการมีอยู่จริงของชายชุดดำ ทั้งที่ในความเป็นจริงการเคลื่อนไหวของชายชุดดำจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มผู้ชุมนุมในหลายช่วงหลายตอน ถึงขั้นมีการชื่นชมจากกลุ่มผู้ชุมนุมดังที่เคยเห็นปรากฏในคลิปเหตุการณ์
ปัญหาอยู่ตรงที่การจับกุมชายชุดดำที่ก่อเหตุตั้งแต่ปี 2553 เกิดขึ้นเพียงแค่ 3 เดือนกว่าหลังรัฐประหาร ทำให้ก่อนหน้านี้เกือบ 4 ปี ทำไมถึงไม่สามารถจับกุมตัวชายชุดดำมาดำเนินคดีได้ แถมนำไปสู่ความเคลือบแคลงจนมีข้อครหาว่าเป็นการ “จับแพะ” หรือไม่
ยิ่งคดีนี้โยงใยไปถึงการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ในที่เกิดเหตุ ซึ่งทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับกองทัพขณะนั้นเป็นอย่างมาก แม้ต่อมาจะมีคำชี้แจงว่าชายชุดดำที่จับได้ล็อตนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้าก็ตาม
การจับกุมชายชุดดำครั้งนี้ จึงสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างรุนแรง เริ่มตั้งแต่ฝั่งกลุ่มคนเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการ “พีซทอล์ก” ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีซทีวี ยืนยันว่า ไม่ได้วิตกว่าเรื่องชายชุดดำจะถูกลากโยงมาถึงแกนนำ เพราะไม่ว่าชุดอะไรหากทำความผิดก็ต้องรับผิด
“สิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องทำ คือ ไต่สวนสำนวนที่เหลือให้แล้วเสร็จมากกว่าการปฏิบัติการทางจิตวิทยา”
สอดรับกับ ชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปช. ที่ตัดตอนระบุว่า ไม่ทราบว่ามีชายชุดดำปะปนในผู้ชุมนุมเดือน เม.ย. 2553 และขอฝากไปถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ให้ไปเร่งจับผู้ที่ก่อเหตุระหว่างการชุมนุม กปปส.ด้วย เพราะมีทั้งผู้ร่วมชุมนุม เจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวนมาก
“ไม่ค่อยเห็นตำรวจติดตามสักเท่าไหร่ แต่เลือกที่จะไปขุดเรื่องตั้งแต่ปีมะโว้ ไปจับแพะชนแกะ แล้วสุดท้ายเราจะปรองดองกันอย่างไรหากยังไล่ล่ากันอย่างนี้”
เสียงสะท้อนถึงการไล่ล่ารอบนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึง “กริชสุดา คุณะเสน” หรือ “เปิ้ล สหายสุดซอย” นักกิจกรรมเสื้อแดงนั้น ที่มีหลักฐานสำคัญมัดแน่นเป็นสลิปการโอนเงิน
ร้อนจน “กริชสุดา” ที่อยู่ระหว่างเดินสายต่างประเทศขอความเป็นธรรมจากเวทีนานาชาติ ต้องออกมาชี้แจงผ่านคลิป ยืนยันว่า ปี 2553 ยังเป็นวุ้นอยู่ ทว่า พล.ต.อ.สมยศ ยังยืนยันในหลักฐานการโอนเงินและรอเจ้าตัวมาชี้แจง
อีกด้านหนึ่ง ถาวร เสนเนียม แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และ กปปส. ออกมาขยายผลยืนยันการมีอยู่จริงของชายชุดดำ เพราะเคยได้รับการติดต่อจากชายชุดดำเพื่อจะให้ข้อเท็จจริงว่าใครอยู่เบื้องหลัง รวมทั้งรายละเอียดการฝึกอาวุธในกัมพูชา แลกกับเงิน 5 ล้านบาท แต่ได้ปฏิเสธเพราะเป็นเงินจำนวนมาก
ทำให้เกิดการตอบโต้กันไปมาจากฝั่งเสื้อแดงว่าหากมีข้อมูลจริงทำไมถึงไม่ออกมาเปิดเผยตั้งแต่ขณะนั้น ซึ่งทางถาวรชี้แจงว่า ต้องเก็บข้อมูลไว้เพื่อใช้ในการต่อสู้คดีให้กับอภิสิทธิ์และสุเทพเมื่อถึงเวลาจำเป็นเท่านั้น
ประเด็นการจับกุมชายชุดดำจึงเป็นชนวนที่ถูกขยายวงไปในหลายมิติและนำมาสู่การถกเถียงตอบโต้ สาดโคลนกันไปมา และฉุดให้บรรยากาศการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ทั้งที่บรรยากาศก่อนหน้านี้ความขัดแย้งต่างๆ ถูกพับเก็บไว้ใต้พรมหลังรัฐประหารของ คสช. พร้อมด้วยคำสั่ง คสช.รวมไปถึง “กฎอัยการศึก” ที่ตีกรอบการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ไม่ให้ออกมาเพิ่มปัญหา
ทว่าการจับกุมชายชุดดำรอบนี้ ปลุกให้กลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้นและย่อมจะทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงขึ้น ภาพความขัดแย้งรอยร้าวในสังคมจึงเริ่มปรากฏให้เห็นอีกครั้ง
นั่นย่อมทำให้เป้าหมายปลายทางสู่การปรองดองสมานฉันท์ของ คสช. คงเป็นไปได้ยากขึ้นตามไปด้วย







