posttoday
บทเรียนในการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเยอรมนี

บทเรียนในการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเยอรมนี

15 กันยายน 2557

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000 ที่ประเทศฮอลแลนด์และเบลเยียมเป็นเจ้าภาพ ในการแข่งขันรอบแรกนัดสุดท้ายสำหรับทีมชาติเยอรมนี ผลจบลงที่การแพ้ต่อโปรตุเกส 03 และตกรอบแรกของการแข่งขันอย่างน่าอดสู โดยทำประตูได้เพียงแค่ 1 ประตู จากการแข่งขัน 3 นัด และไม่สามารถเอาชนะทีมใดได้เลย

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000 ที่ประเทศฮอลแลนด์และเบลเยียมเป็นเจ้าภาพ ในการแข่งขันรอบแรกนัดสุดท้ายสำหรับทีมชาติเยอรมนี ผลจบลงที่การแพ้ต่อโปรตุเกส 03 และตกรอบแรกของการแข่งขันอย่างน่าอดสู โดยทำประตูได้เพียงแค่ 1 ประตู จากการแข่งขัน 3 นัด และไม่สามารถเอาชนะทีมใดได้เลย

ณ ช่วงเวลานั้นของการเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทีมชาติฟุตบอลเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น โค้ช ผู้จัดการ ทีมงาน สมาพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี และแฟนบอล ล้วนแล้วแต่กำลังเหมือนจ้องมองยมทูตที่อยู่ตรงหน้าประตูนรก เพราะนั่นคือจุดต่ำสุดก็ว่าได้ของวงการฟุตบอลเยอรมนีในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่ในทางกลับกัน ณ ตอนนี้ เชื่อว่าประชาชนชาวเยอรมันทุกคนกลับมองเห็นความล้มเหลวและความอัปยศ ณ เวลานั้นเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการฟื้นฟูศักยภาพวงการฟุตบอลเยอรมนีอย่างแท้จริงและเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อสร้างทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกในอีก 14 ปีถัดมา

ท่านผู้อ่านบางท่านที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับฟุตบอลอย่างสม่ำเสมอคงได้รับทราบถึงกระบวนการปฏิรูประบบการบริหารวงการฟุตบอลของเยอรมนีตั้งแต่ความล้มเหลวในปี 2000 กันไปบ้างแล้วผ่านการวิเคราะห์ของสื่อต่างๆ สรุปได้ความว่า ความสำเร็จของทีมชาติเยอรมนีในชุดนี้มาจากการวางแผนระยะยาวของสมาพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี ที่ได้ลงทุนในหลายๆ ด้านเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการในการบริหารและวางรากฐานระยะยาวสำหรับวงการฟุตบอลในประเทศตนอย่างยั่งยืน

การพัฒนาในเรื่องนี้เป็นความพยายามที่สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น เงินทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากรัฐบาลและสมาพันธ์ฟุตบอลฯ ที่ลงทุนในการพัฒนาโปรแกรม academy ฟุตบอลสำหรับเยาวชนที่บริหารและฝึกสอนโดยทีมงานมืออาชีพ กฎเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับสำหรับทุกทีมในลีกดิวิชั่น 1 และ 2 ของเยอรมนีที่ถูกบังคับว่าต้องมี academy ดังกล่าวที่สามารถรองรับการฝึกสอนเยาวชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลความสำเร็จบนมาตรฐานที่ออกโดยสมาพันธ์ฟุตบอลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกทีมให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการเฟ้นหาเยาวชนที่มีความสามารถจากท้องถิ่นตนเพื่อป้อนให้กับทีมและวงการฟุตบอลของเยอรมนีโดยตรง การมีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับให้ชุมชนและกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นในแต่ละเมืองที่มีสโมสรฟุตบอลของตนเข้ามาสนับสนุนด้วยการเข้าถือหุ้นและเป็นเจ้าของสโมสรเหล่านั้น โดยปราศจากการเข้ามา take over โดยนายทุนหรือมหาเศรษฐีที่อยากจะมีสโมสรเป็นของตัวเองเพื่อหวังผลในเชิงพาณิชย์แต่อย่างเดียว

จะเห็นได้ว่าโมเดลการพัฒนาวงการฟุตบอลของประเทศเยอรมนี เป็นโมเดลของแผนการระยะยาวที่มิได้หวังผลในระยะเวลาอันสั้น เพราะกว่าเยาวชนอายุ 810 ปี จะถูกค้นพบและผ่านเข้ากระบวนการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าที่เยาวชนเหล่านั้นจะปีกกล้าขาแข็งและพร้อมที่จะลงสนามรับใช้ประเทศในนามทีมชาติชุดใหญ่ แต่จากอดีตในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่าทีมชาติเยาวชนของเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นชุด 19 หรือ 21 ปี ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสของทีมชาติชุดใหญ่ในอีกหลายๆ ปีข้างหน้าว่าจะมีเยาวชนเหล่านี้มารองรับความสำเร็จที่ได้เริ่มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ทางสังคมและเศรษฐกิจเกือบทุกคนมองเหมือนกันว่า ข้อดีของวัฒนธรรมและวิธีคิดของชาวเยอรมันอย่างหนึ่งก็คือ “เมื่อใดก็ตามที่ชาวเยอรมันต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เรามั่นใจได้ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ซึ่งกรณีศึกษาในเรื่องของการพัฒนาวงการฟุตบอลของเยอรมนีไม่ใช่ตัวอย่างเดียวที่ยืนยันความคิดนี้

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนี เราอาจมองได้ว่าความสำเร็จของเยอรมนีในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวและความพินาศอันยิ่งใหญ่ในอดีตมาก่อน โดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศเยอรมนีต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม ซึ่งอาจจะต้องถูกจับตาดูด้วยความกังขาปนกังวลอย่างไม่ละสายตาว่าจะลุกขึ้นยืนมาอย่างไร ในรูปแบบไหน และในทิศทางใด ซึ่งนี่คือความยากลำบากอย่างสาหัสในการเริ่มต้นใหม่ภายใต้การ scrutiny อย่างละเอียดจากประชาคมโลก

นอกจากความพินาศอันเกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ประเทศเยอรมนียังต้องประสบกับความยากลำบากอีกครั้งอันเกิดจากการรวมประเทศในช่วงทศวรรษ 90 มีปัญหาความซับซ้อนในทางสังคม วัฒนธรรม และแนวคิดทางการเมือง รวมถึงภาระทางการเงินอันมหาศาลที่ต้องแบกอันเกิดจากการรวมประเทศที่รัฐบาลและทุกฝ่ายต้องช่วยกันจัดการ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความต้องการที่จะสร้างความสำเร็จให้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศเยอรมนีก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมาและกลายมาเป็นมหาอำนาจระดับโลกที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างมากในปัจจุบัน

ถ้าเราลองศึกษาการฟื้นตัวของประเทศเยอรมนีจากทั้งสองเหตุการณ์ มีแนวคิดหนึ่งที่เราพอมองเห็นหลักฐานและวิเคราะห์ได้ก็คือ ประเทศเยอรมนี รวมทั้งผู้นำและประชาชนของเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Quick Fix” หรือ “ทางลัด” ในการพัฒนาเรื่องใดๆ ก็ตาม

ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตัวเองเป็นพลเมืองชาวเยอรมัน การที่ประเทศต้องเริ่มต้นจากศูนย์ภายหลังสงคราม หรือต้องถอยหลัง 10 ก้าว อันเกิดมาจากการควบรวมประเทศที่มีพื้นฐานในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ ต่างกันคนละขั้วดูสิครับ ท่านอาจจะพอนึกถึงสาเหตุที่ประเทศเยอรมนีไม่ได้มองหา “ทางลัด” ก็เพราะเขาต้องการสร้างความ “ยั่งยืน” ให้กับประเทศของตนมากที่สุด และลดโอกาสที่จะกลับไปอยู่ในสถานการณ์นั้นให้น้อยที่สุด เป็นการสร้างความแข็งแกร่งที่จำเป็นจากพื้นฐานเบื้องต้น ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าระบบเศรษฐกิจของเยอรมนียังคงเป็นการขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมหนักเสียส่วนมาก และถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเยอรมนีจะไม่เหมือนกับของสหรัฐ หรือบางประเทศที่ถูกมองว่าให้ความสำคัญกับ “การจับเสือมือเปล่า” “การสร้างทุนจากเครื่องมือทางการเงินเพื่อหวังผลระยะสั้น” ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจในแบบประเทศเยอรมนีนี้มองว่า “ฉาบฉวย” และไม่ยั่งยืน การสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคงในความคิดของสังคมเยอรมนีควรเกิดจากกระบวนการทาง “engineering” มิใช่จากกระบวนการ “financial engineering” ที่เป็นการเอาเงินมาต่อยอดเงินอีกที

ความสำเร็จของทีมฟุตบอลเยอรมนีในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือตัวอย่างอันหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและก้าวข้ามวังวนเก่าๆ ในเชิงโครงสร้างของประเทศเขาที่ประชาคมโลกได้เห็นผ่านแว่นขยายในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และเป็นตัวอย่างที่ประเทศไทยเราเองก็น่าให้ความสนใจและมองย้อนกลับมาดูตัวเราเองด้วยเช่นกัน เพราะเยอรมนีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงใน scale ระดับนี้ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความอดทนและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายอันเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องพิสูจน์ว่าเราทำกันได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน