
ศึกช่อง3เดิมพันอนาคต"กสทช."
ถ้า กสทช.อ่อนข้อ เราจะเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาตเพื่อส่งเสริมรายใหม่เข้าสู่ตลาด และให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรมอาจเกิดขึ้นได้ยาก
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, เจษฎา จี้สละ
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับการงัดข้อกันระหว่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กับ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ภายหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการใน กสทช.มีมติห้ามโครงข่ายทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีนำสัญญาณภาพและเสียงของช่อง 3 อะนาล็อก หรือช่อง 3 ต้นตำรับที่ทุกคนรู้จักดีไปออกอากาศ โดยให้เวลาดำเนินการภายใน 15 วัน
มติของ กสท.ที่ออกมานับว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับประเทศไทยพอสมควร เพราะเป็น|ที่ทราบกันดีว่ามติดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบต่อ เม็ดเงินในธุรกิจของช่อง 3 อยู่พอสมควร ประกอบกับ ช่อง 3 คือ หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลวงการสื่อสารมวลชน
การห้ำหั่นกันระหว่างภาครัฐอย่าง กสทช.กับกลุ่มทุนอย่างช่อง 3 จึงมีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก
“สุภิญญา กลางณรงค์” กรรมการ กสท.และ กสทช.ถึงขั้นบอกกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า “ครั้งนี้มีเดิมพันสูง”
สุภิญญา บอกถึงขั้นตอนหลังจาก กสท.มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ว่า หลังจาก กสท.ได้มีมติไปแล้ว ได้มีการเชิญผู้ประกอบการเคเบิลทีวีมาพูดคุย ซึ่งทางสำนักงานเลขาธิการ กสทช.จะทำหนังสือออกไป ก็คงต้องรอดูว่าทางผู้ประกอบการเข้ารับหนังสือวันไหน โดยเมื่อผู้ประกอบการรับหนังสือแล้วจะเริ่มนับหนึ่งในการปฏิบัติตามมติของ กสท.
สุภิญญา ยอมรับว่า หนักใจกับกรณีที่เกิดขึ้นเช่นกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ลักษณะนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากทีวีอะนาล็อกมาเป็นทีวีดิจิทัล เพราะการเปลี่ยนโครงสร้างสื่อเป็นศึกที่มีการต่อสู้กันทางความคิดมาอย่างยาวนานระหว่างกลุ่มธุรกิจกึ่งผูกขาดกับภาคประชาชน
“เจตนารมณ์ของการมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ก็เพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปโครงสร้างวิทยุโทรทัศน์ ที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดผ่านระบบสัมปทานให้เป็นระบบแข่งขัน ระบบใบอนุญาต เอารายใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งจริงๆ ช่อง 3 อยู่ในระบบสัมปทาน ได้สิทธินี้มาตลอด 40 ปี ดังนั้นคนที่บอกว่าทำไมไปเร่งรัดแต่ช่อง 3 ต้องอย่าลืมว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้บอกว่าระบบนี้ต้องถูกปฏิรูป เพียงแต่องค์กรอิสระยังไม่เกิด จนกระทั่งมาเกิด กสทช.เมื่อ 3 ปีที่แล้ว”
สุภิญญา บอกอีกว่า เดิมทีเมื่อมี กสทช.ใหม่ๆ ก็มีความคิดในการยึดคลื่นเอากลับคืนมาทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนจากระบบกึ่งผูกขาดในกิจการโทรทัศน์ในเป็นระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาตที่นำไปสู่การแข่งขัน และเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของการต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่ง กสทช.มีอำนาจจะทำได้แต่ก็ไม่ทำ
“จากประวัติศาสตร์ของโทรทัศน์ไทยจะเห็นได้ว่ามีเพียง 6 ช่องมานานมากแล้ว โดยไม่ได้ถูกท้าทายเลย คลื่นความถี่ก็เอาคืนยากต้องรอให้สัมปทานหมด แล้วสัมปทานก็ต่อกันมาหลายรอบ กสทช.เข้ามาจริงๆ งานแรกที่ควรต้องทำ คือ การตรวจสอบสัมปทานเหล่านี้ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดีไม่ดีถ้าแบบสุดขั้วเลยก็เราต้องยึดคลื่นความถี่คืนเลยแล้วจัดสรรกันใหม่”
“พี่เข้ามาทำงานสองเดือนแรกก็เสนอให้ยุติคลื่นวิทยุ 1 ปณ.ที่เป็นของ กสทช.ให้กับเอกชนเช่าเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ แต่ไม่สำเร็จ มันต้องใช้เจตจำนงของ กสทช.ที่ต้องเห็นตรงกันด้วย เขาบอกว่าการไปยึดของที่เขาทำอยู่แล้วมันยากมาก เดี๋ยวเราค่อยๆ ทำไป ดังนั้นการเดินชนตรงๆ มันยากมาก เรียกว่าเดินชนกำแพง ไปยึดคลื่นคืนจากทหาร ไปยึดคลื่นคืนจากสัมปทานคนที่เขาทำอยู่แล้วแบบเอามาตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญนั้น เราพยายามทำแล้วแต่ทำยาก เพราะคนอื่นอาจไม่เอาด้วย”
สุภิญญา อธิบายถึงความสำคัญของทีวีดิจิทัล|ที่มีมากกว่าทีวีระบบใหม่ว่า เวลานี้ทีวีดิจิทัลเหมือนกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ วางรางรถไฟกันใหม่ทั่วประเทศ แต่เป็นรางรถไฟแบบดิจิทัล ไม่ใช่รางรถไฟอะนาล็อกที่ดับบ้างไม่ดับบ้าง พร่าๆ มัวๆ ซึ่งเราจะไปลงทุนอะนาล็อกมันก็ไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมาอะนาล็อกมันไม่ชัดไม่ทั่วถึง คนจึงไปติดดาวเทียมกันมาก ซึ่งดาวเทียมก็เป็นของเอกชนผูกขาด กสทช.ต้องการสร้างสนามแข่งขันใหม่เพื่อให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมจะเกิดประโยชน์กับผู้บริโภค
“นี่คือหัวใจสำคัญที่อยู่ในกฎหมาย ซึ่งเราก็สามารถกำหนดมาตรการอะไรต่างๆ ได้ แต่เราก็รู้ว่าไม่ควรทำแรงเกินไป ทีนี้สิ่งที่เราทำนั้นถามว่ามันแรงเกินไปหรือไม่ เราก็ประกาศเป็นนโยบายระดับชาติแล้วว่าจะเปลี่ยนผ่านเป็นดิจิทัล ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติรับรองอย่างเป็นทางการ เราก็วางโรดแมปชัดเจน มีแผนแม่บท ทุกคนรู้หมดช่อง 3 ก็รู้ ใครก็รู้ เราก็เดินตามแผนแม่บทมาตลอด มีประกาศต่างๆ ทยอยออกมาตลอด สุดท้ายเราก็มีการประมูลเมื่อปลายปีที่แล้ว”
สุภิญญา รับว่า เดิมทีคิดว่าการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอะนาล็อกมาเป็นทีวีดิจิทัลน่าจะราบรื่น หลังจากมีผู้สนใจเข้ามาประมูลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่อง 3 ได้ทุ่มเม็ดเงินประมูลไปถึง 3 ช่องในราคาที่สูง และมีการโปรโมทมากมาย เช่นเดียวกับช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ได้ดำเนินการออกอากาศแบบคู่ขนานทั้งระบบดิจิทัลและระบบเดิมภายใต้กติกาที่ กสทช.กำหนด แต่มาเกิดปัญหาตรงที่ช่อง 3 ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในอนาคต
“ตอนนี้มันกลายเป็นการวัดใจกันว่าอาจเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะบีบให้คนต้องเลือกว่าถ้าคนอยากดูช่อง 3 ก็ต้องเปลี่ยนกล่องเนื่องจากในทีวีดิจิทัลที่ กสทช.กำลังจะแจกคูปองมันไม่มีช่อง 3 อะนาล็อกอยู่ ดังนั้นประชาชนที่จะดูทีวีดิจิทัลก็คิดหนักเพราะเขาจะไม่ได้ดูช่อง 3 บางทีอยากดูช่องอื่น แต่พอถึงช่วงเวลาละครเขาก็อยากดูช่อง 3 แต่ชีวิตเขาจะลำบากมาก”
สำหรับนัยของการยืนอยู่คนละฝั่งของช่อง 3 และ กสทช.นั้นในที่นี้ สุภิญญาคิดว่า “เป็นการวัดใจ กสทช.ด้วยว่าจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งใน กสทช.เองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ มีคนที่เห็นว่าต้องเข้มกับคนที่เห็นว่าต้องอ่อน ส่วนตัวอยู่ฝ่ายเข้มเพราะว่าเป็นจุดยืนตัวเองมาตลอด อันนี้คือสิ่งที่คิดว่าเป็นการเดิมพันนะ”
“ถ้า กสทช.อ่อนข้อในครั้งนี้ เราจะเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาตเพื่อส่งเสริมรายใหม่เข้าสู่ตลาด และให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรมอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก คิดว่า กสทช.ต้องยืนหลักของเราให้แน่น และถ้าจะต่อสู้กันก็ขอให้ไปที่ศาลยุติธรรม แต่อย่าไปเอาองค์รัฏฐาธิปัตย์หรืออำนาจพิเศษเข้ามาด้วย เช่น การไปอ้างประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำให้เกิดปัญหามาก ยังดีที่ คสช.บอกว่าตัวเองไม่เกี่ยว”
หากครั้งนี้ช่อง 3 ชนะหรือ กสทช.ชนะจะมีผลอย่างไร? สุภิญญาตอบด้วยการให้มุมมองว่า “ถ้าช่อง 3 ชนะในเกมนี้จะเป็นการยืดระยะเวลาระบบเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้น แต่ถ้า กสทช.ก็เท่ากับว่าได้เกิดการเปลี่ยนผ่านและปฏิรูปโครงสร้างสื่อที่ออกแบบมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นหมายความว่าดึงช่อง 3 เข้าสู่สนามแข่งขันใหม่เพื่อเริ่มต้นแข่งขันอย่างเสรีเป็นธรรมกับผู้เล่นรายอื่น
“ถ้าจะแตกหักกันในเกมนี้ เช่น การไม่ยอม กสทช.เลย จะสู้ทุกทาง ไปถึงศาล ซึ่งก็เป็นสิทธิของเขา แต่จะไม่ได้ยืนชนกับ กสทช.เท่านั้น แต่จะยืนชนกับทั้งอุตสาหกรรม เราต้องอย่าลืมว่าคนอื่นเขาทำตามกติกากันหมดแล้วแม้แต่ช่อง 7 ที่คิดว่าจะยากกว่านี้เพราะเป็นสัมปทานของกองทัพบกหรือ ททบ.5 ที่ไม่น่าจะอยากเปลี่ยนผ่าน หรือแม้แต่ อสมท ที่ทำท่าจะค้านเราก่อนหน้านี้ ทั้งอุตสาหกรรมมันตื่นตัวหมดแล้ว ซื้อตัวย้ายงานกันอะไรกันอุตลุดหมดแล้ว อุตสาหกรรมเดินไปข้างหน้าแล้ว โครงข่ายก็ลงทุนไปแล้ว มันต้องเดินหน้า”
“ระหว่าง กสทช.กับช่อง 3 เป็นแค่ศึก แต่มันยังมีภาพรวม คือ สงครามในยุคดิจิทัล ในการแข่งขันที่มีเทคโนโลยีและมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนเดิม วิธีการเสพสื่อของคนเปลี่ยนแปลงมากขึ้น การเข้าถึงสื่อก็เปลี่ยนแปลงไปและอย่าประมาทคนดู กสทช.กับช่อง 3 เป็นแค่ศึกหนึ่งแต่ก็เป็นศึกใหญ่จะเดิมพันอนาคต”
“เราไม่ได้ยกเลิกระบบอะนาล็อก ถ้าเมื่อไหร่เราบอกว่ายกเลิกอะนาล็อกนั่นสิเราโหด อะนาล็อกยังอยู่ไปในตลอดสัมปทาน ถ้าฮาร์ดคอร์จริงคงดำเนินการยึดคลื่นเลย แต่ไม่ทำเพราะเป็นจริงไม่ได้ ทำได้ยาก ซึ่งถ้ากรณีนี้ กสทช.ยังทำไม่ได้อีก กสทช.ก็จะเป็นได้แค่องค์กรกำกับดูเรื่องงานประจำไป ทั้งๆ ที่ กสทช.ไม่ได้ถูกออกแบบมาทำงานแค่นั้น”
สุภิญญาย้ำถึงการทำหน้าที่ของ กสทช. ในบริบทการจัดโครงสร้างสื่อโทรทัศน์ว่า เรามีหน้าที่มาวางกติกาให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ถ้าทุกคนยังไม่อยู่ในสนามเดียวกันมันจะเป็นธรรมได้อย่างไร ในทั่วโลกสากลก็มีหลักตรงนี้ที่ให้ผู้กำหนดกำกับกติกาแทรกแซงตลาดได้ระดับหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาคกัน
“กสทช.ต้องแฟร์กับทุกฝ่าย ถ้าเราเลือกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราฉะนั้นโจทย์เรื่องช่อง 3 จึงคิดว่าเอาให้ทุกคนมาอยู่ในสนามเล่นเดียวกัน จบที่ทางออกที่ดีที่สุดแล้วนะ เพราะเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเบียดขับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมามันก็ไม่แฟร์ ต้องให้มาอยู่ด้วยกันแล้วแข่งขันตามศักยภาพของคุณเอง”
วางหลักคุมสื่อการเมือง ลบครหา"เสือกระดาษ"
แนวคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อในเชิงโครงสร้างและเนื้อหาเป็นเรื่องที่มีการพูดกันมาช้านาน โดยประเด็นดังกล่าวถูกจุดขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถจัดตั้งองค์กรตามกฎหมายขึ้นมาได้ จนกระทั่งมาประสบผลสำเร็จในการก่อตั้งกสทช.เมื่อปี 2554
ทว่า สิ่งที่คิดกับสิ่งที่หวังกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกสทช.กลับโดนวิจารณ์ว่าเป็น “เสือกระดาษ” หลังจากไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่หวัง โดยเฉพาะปัญหาการสามารถควบคุมการเนื้อหาของทีวีสีเสื้อทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้
สุภิญญา ชี้แจงข้อครหาเรื่องเสือกระดาษว่า ที่ผ่านมาเรื่องร้องเรียนต่างๆกสทช.ได้แก้ไขมาตลอด และพยายามจัดระเบียบและการวางโครงสร้างสื่อใหม่ ซึ่งมันอาจจะดูเป็นนามธรรม แต่คิดว่าการเปลี่ยนผ่านทีวีมาเป็นระบบดิจิทัลจะเป็นเรื่องที่เกิดรูปธรรมมากที่สุด เมื่อวางโครงสร้างใหม่ได้กสทช.รุ่นต่อไปก็จะเข้ามาสานงานต่อ
“เวลานี้กสทช.ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกวางผังเมืองใหม่ในวงการโทรทัศน์ มันอาจไม่เห็นในวันนี้แต่ผ่านไปจะเห็นประโยชน์ของการวางและจัดสัดส่วนให้เป็นระเบียบ สิ่งที่กสทช.ทำมาถึงทุกวันนี้ถ้าทิศทางมันจะเพี้ยนๆก็คงมีคนค้านเราแรงๆแล้ว แต่ในความรู้สึกที่ผ่านมาคนก็ค่อนข้างโอเคนะและสนับสนุนเพราะเกิดการเปลี่ยนระบบใหม่และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรม”
กับปัญหาการควบคุมทีวีสีเสื้อการเมือง สุภิญญา อธิบายว่า จังหวะนี้เป็นช่วงที่เป็นการพักรบกันทางการเมือง ทุกคนเซ็นเซอร์ตัวเอง กสทช.เลยไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่เหมือนกับต้นปีที่ผ่านมา ที่ผ่านมากสทช.โดนด่าว่าเราปล่อยให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
“แค่บลูสกายสัญญาณดับตอนกลางคืนยังโดนตำหนิเลย ลองถ้าไปปิดก็คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก เราต้องยอมรับในช่วงเวลานั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นความที่เราอาจไม่ได้เข้มพอด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกัน คือมันตั้งหลักไม่ถูกว่าจะอย่างไร ก็โดนวิจารณ์มาเยอะ เราโดนตำหนิที่เราปล่อยปละ ถ้าไปใช้มาตรการที่เข้มตอนนั้นเราก็เจอกับคำตำหนิอีกด้านว่า เราไปคุกคามเหมือนกัน มันก็พูดยาก แต่เวลานี้ทุกคนกำลังเข้าสู่กติกาใหม่ กสทช.กำลังทำงานเพื่อออกแบบกติกา เช่น กรณีที่มีปัญหาก็เรียกมาคุยกัน เป็นต้น”
“มันเหมือนเรากำลังจะจัดระเบียบตลาดนัด มันจัดยากเพราะมีความกระจองอแง แต่ตอนนี้เราเริ่มจัดระเบียบได้ ช่องการเมืองต่างๆยังต้องมาคุยกับเรา แต่หากเราเข้มมากก็จะโดนกล่าวหาว่าทำไมไปบี้ช่องนั้นช่องนี้ มันเป็นงานที่ไม่ง่ายนะสำหรับการกำกับงานเนื้อหา เพราะมันมีจุดเรื่องเสรีภาพ ความรับผิดชอบ ถามว่าใครจะเป็นคนตัดสินว่าเนื้อหาไหนขัดต่อความมั่นคงและศีลธรรมอันดี กสทช.ก็คิดไม่เหมือนกัน จริงๆกสทช.อาจต้องมีกลไกบางอย่างให้เกิดความเสถียร เช่น ถ้าบางเรื่องไม่ใช่เรื่องใหญ่มากก็ควรไปให้องค์กรวิชาชีพตัดสินก่อน แต่ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายคงต้องให้เป็นหน้าที่กสทช.ตัดสิน”
สุภิญญา ตั้งใจว่า ต่อไปนี้ถ้าเป็นช่องการเมืองต้องไม่มีการถ่ายทอดการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมง แต่ถึงเวลาจริงก็กลัวว่าจะทำได้หรือเปล่า เพราะกสทช.เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง เราไม่มีอำนาจเด็ดขาดขนาดนั้น ไม่มีอำนาจทางอาญา จึงคิดว่าควรต้องเน้นการเจรจาควบคู่ไปด้วยและดูเป็นเรื่องๆไป
"ปฏิรูปสื่อ"ลำบาก ถ้าอยู่ดาวคนละดวง
ในอดีตก่อนจะเข้ามาเป็น กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์ คือนักเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปสื่อ เมื่อได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช. ในปี 2554 จึงถูกคาดหวังไม่น้อยว่าจะเป็นผู้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง
เวลาผ่านมาถึง 3 ปี สุภิญญา ยอมรับว่ายังมีงานหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดั่งใจ
“ก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คือหลายเรื่องก็ไม่ค่อยสำเร็จ แต่หลายเรื่องเนี่ยได้ใช้ประสบการณ์ต่อสู้มามาก่อร่างในองค์กรนี้ แม้จะไม่ 100% แต่หลายเรื่องก็เป็นผลจากที่เราได้ใส่ข้อมูลเข้าไป ส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน มีอะไรก็คอยส่งเสียงสาธารณะ แต่ก็ไม่ได้ค้านอย่างเดียว หลายเรื่องได้ทำงานในเชิงรุกด้วย เช่น การคุ้มครองผู้บริโภค เราก็พยายามสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหา ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือการกำกับดูแลเชิงเนื้อหา”
“ในฐานะที่ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพมาก่อนก็จะไม่ชอบที่ กสทช.จะใช้อำนาจห้ามโน่นห้ามนี่เราจะออกมาสู้ตลอด และพยายามถ่วงดุล ซึ่งคิดว่า กสทช.ยังมีบางจุดที่ล้ำเส้นไปบ้าง แต่ยังถอยกลับมา ไม่ทำตัวเป็นหน่วยเกสตาโปอะไรขนาดนั้น ดังนั้นส่วนตัวยังรู้สึกว่าเรายังเป็นปากเสียงของฝั่งสิทธิเสรีภาพสื่อ แต่เราเห็นว่าบางเรื่องถ้าเกินไปก็ควรเข้าไปกำกับบ้าง พยายามสร้างกลไกไตรภาคีเจรจากันเพื่อคานดุลระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ”
“เมื่อก่อนเป็นเอ็นจีโอ มีพลังระดับหนึ่งแต่ไม่มี Authority (อำนาจหน้าที่) ตอนนี้นอกจากเสียงตัวเองที่ยังมีพลังเหมือนเดิม แต่ก็มี Authority ด้วย เพียงแต่อำนาจไม่ได้เบ็ดเสร็จ เพราะต้องใช้รูปแบบองค์คณะ แต่มาถึงขั้นนี้เสียงเรายังมีพลังนะ มาจนถึงจุดที่อยู่ตรงนี้ถือว่าโอเคแล้ว เพราะงานนี้คือสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ”
ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออีก 3 ปี สุภิญญา ตั้งใจว่า อยากทำให้ระบบตลาดของทีวีดิจิทัลมีความลงตัว การวางโครงข่ายให้เป็นไปตามแผน จากนั้นเป็นเรื่องของการดูแลเนื้อหา เช่น ช่องเด็กประมูลมามีเนื้อหาเพื่อเด็กและเยาวชนหรือไม่ ช่องข่าวประมูลเป็นช่องข่าวจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้คงเน้นหนักในเรื่องการวางโครงสร้างตลาดใหม่ ส่วนเรื่องเนื้อหาคงต้องปล่อยให้เป็น กสทช.ชุดหน้า
“งาน กสทช.ชุดนี้เป็นงาน Pioneer (ผู้บุกเบิก) สร้างถนน สร้างทาง สร้างตลาดให้เสร็จ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำคงเป็นงานของกสทช.ชุดหน้า เพราะ กสทช. ชุดหน้าไม่ต้องเหนื่อยกับการออกแบบโครงสร้างแล้วหลังจาก กสทช.ชุดนี้ได้วางเอาไว้ลงตัว”
ขณะที่เรื่องการปฏิรูปประเทศในด้านสื่อสารมวลชน สุภิญญา มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า พลวัตการปฏิรูปสื่อคืบหน้าไปมาก สมัยพฤษภาทมิฬ คนให้ความสนใจกับการปฏิรูประบบสื่อที่รัฐครอบครอง คนจึงอยากให้สื่อมีเสรีภาพมากขึ้น มีโครงสร้างที่ดีขึ้น แต่ว่ายุคนี้คนคิดว่าสื่อใช้เสรีภาพมากเกินไป ไร้จรรยาบรรณไม่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นส่วนตนเห็นว่า สังคมต้องการให้สื่อปฏิรูปตัวเองในเชิงจริยธรรมและจรรยาบรรณมากกว่า
“การปฏิรูปตอนนี้ คนละบริบทกันกับอดีต ตอนนั้นคนต้องการล้มระบบอำนาจนิยม แต่ตอนนี้คนต่อต้านระบบทุนนิยมหรือนักการเมือง คนอาจจะเบื่อกับสื่อที่มีเสรีภาพล้นเหลือ ทุกคนล้วนอยากปฏิรูป คนที่เลือกข้างก็อยากปฏิรูปสื่อที่แทงกั๊กว่าทำไมคุณไม่ก้าวหน้า ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ส่วนคนที่เห็นสื่อกลางๆ ก็อยากจะปฏิรูปสื่อที่แรงๆ เป็นการมองคนละมุมมากๆ”
“ถ้าเราดูตอนนี้เรื่องการปฏิรูป เช่น กปปส. คาดหวังอีกอย่างหนึ่ง กลุ่มคนเสื้อแดงคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง ส่วนกลุ่มคนที่เป็นกลางคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง เหมือนดาวคนละดวง ที่พูดเรื่องการปฏิรูปการเมือง เช่นเดียวกับการปฏิรูปสื่อ ที่มีดาวคนละดวงอยากไปสู่ประชาธิปไตย เช่น กลุ่มคนเสื้อแดงประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง ขณะที่ฝั่ง กปปส.มองว่าอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับ คสช.เข้ามาแล้วอยากจะสลายให้ทุกคนมีดาวดวงเดียวกัน”
การทำให้ดาวดวงเดียวกันจะเป็นไปได้หรือไม่? สุภิญญา มีทัศนะความเห็นว่า ต้องดูว่าโจทย์ของการปฏิรูปจะไปทางไหน จะมองมุมสื่อไม่มีจริยธรรม ไม่รับผิดชอบตนเอง แล้วเข้ามากำกับจริยธรรมหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นสื่อก็อาจจะโดนจำกัด เช่น มีการลงทะเบียนสื่อ หรือถูกลงโทษโดยการยึดใบประกอบการ ต้องมีวิชาชีพมากำกับเด็ดขาด ห้ามสื่อรับโฆษณา หรืออื่นๆ มันเลยไม่รู้ว่า เป้าหมายมันจะไปจบตรงไหน แต่ถ้าในมุมของตัวเองก็เห็นว่าต้องทำให้เสมอภาค
“จริงอยู่ที่เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ อย่าล้ำเส้น อย่าผูกกับโซ่ตรวนจริยธรรมจรรยาบรรณ โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตัดสิน เพราะคนอาจรู้สึกถูกคุกคาม ถ้าฝ่ายหนึ่งบอกว่า ต่างฝ่ายต่างผิดจรรยาบรรณ ซึ่งเราจะทำอย่างไรให้มีแกนกลาง หรือกลไกสักอย่างมากำกับ อย่างที่ตัวเองเคยพูดใน กสทช. เช่น อาจจะต้องมีกลไกวิชาชีพที่เข้มแข็งจริงจังช่วยดูแลก่อน แต่ไม่ใช่ว่าต้องเอาสื่อมาลงทะเบียน”
สิ่งสำคัญที่ สุภิญญา เห็นว่าเป็นปัจจัยที่จะทำให้การปฏิรูปสื่อประสบความสำเร็จ คือ การสรุปบทเรียนที่ผ่านมา
“ก่อนการปฏิรูปควรมีการสรุปบทเรียนตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ถอดบทเรียนเรื่อง กสทช. จริยธรรมองค์กรสื่อ และกลไกในวิชาชีพสื่อทั้งหมด แล้วสรุปว่าจะยึดแนวทางใดในการปฏิรูป”
ส่วนกระแสเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป กสทช. สุภิญญา ในฐานะคนในองค์กร คิดว่าต้องแก้จุดอ่อนบางอย่างเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบมากขึ้น เป็นทางที่ดีที่สุด เพราะการทำทุกอย่างให้โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งส่วนตัวผลักดันเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เช่น เมื่อสังคมอยากรู้อะไร ก็ควรเปิดเผย เพราะคนจะได้เห็นข้อเท็จจริง จะเป็นผลดีต่อคณะกรรมการและองค์กรเอง
“เคยเสนอว่า กสทช.ควรมีการเสนอเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เหมือนกับนักการเมืองไปเลยไหม เปิดเผยการเดินทางไปต่างประเทศ ว่า กสทช.ใช้เงินไปเท่าไหร่ เปิดเผยให้หมดเลย ใครจะมาเป็นต้องเปิดเผย หรือต้องรายงานว่า ไปพบใครบ้าง อะไรบ้าง หรือรับของขวัญจากใคร เหมือนกับองค์กรออฟคอม (Ofcom : กสทช.ของอังกฤษ) ที่ต้องรายงาน ว่าเขารับของขวัญจากใคร และห้ามไปพบกับเอกชนโดยลำพัง ของเราก็เอาอย่างนั้นเลยไหม คือต้องเข้มแบบหลุดไม่ได้เลย”







