posttoday
เศรษฐกิจอังกฤษซบจุดฉนวน "สกอตแลนด์" แยกแผ่นดิน

เศรษฐกิจอังกฤษซบจุดฉนวน "สกอตแลนด์" แยกแผ่นดิน

12 กันยายน 2557

18 ก.ย.นี้ อาจกลายเป็นวันที่ต้องปักหมุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรอีกครั้งหนึ่ง

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

18 ก.ย.นี้ อาจกลายเป็นวันที่ต้องปักหมุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรอีกครั้งหนึ่ง เพราะชาวสกอตจะทำการลงประชามติว่าจะอยู่ร่วมจมท้ายด้วยกันต่อไปหรือไม่ หรือจะแยกตัวเป็นรัฐเอกราชใหม่และยุติประวัติศาสตร์การรวมตัวกับอังกฤษตลอด 307 ปีที่ผ่านมา

แม้สกอตแลนด์กับอังกฤษจะมีความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา แต่ปัญหาที่แท้จริงที่เป็นตัวจุดชนวนการแยกตัวสกอตแลนด์ กลับมีที่มาจากปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาเรื้อรัง ที่รัฐบาลอังกฤษไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา สัดส่วนการว่างงานในเมืองผู้ดียังอยู่ในระดับที่สูงถึง 6.4% ขณะที่ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ยังโตจากไตรมาสแรกของปีนี้เพียง 0.8% เท่านั้น และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2009 จนในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ90.6% แล้ว

หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจสกอตแลนด์กับภาพรวมเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรจะเห็นได้ว่า โดยเฉลี่ยชาวสกอตมั่งคั่งกว่าส่วนอื่นของประเทศมาก โดยมีข้อได้เปรียบทั้งการมีทรัพยากรน้ำมันและอุตสาหกรรมทางการเงินที่แข็งแกร่ง

ในด้านพลังงาน สกอตแลนด์มีทรัพยากรน้ำมันจำนวนมหาศาลอยู่ในทะเลเหนือ ซึ่งคิดเป็นแหล่งน้ำมัน 90% ของแหล่งพลังงานทั้งหมดในสหราชอาณาจักร และมีส่วนในการกระตุ้นจีดีพีถึง 1.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 7.84แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ สกอตแลนด์ยังขึ้นชื่อในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และเป็นผู้บุกเบิกยุคแรกๆ ของธุรกิจประกันภัยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1700แม้กระทั่ง อดัม สมิธ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ก็เป็นชาวสกอตเช่นกัน

ในปัจจุบัน บริการทางการเงินสัญชาติสกอตแลนด์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป สร้างเม็ดเงินให้กับดินแดนแห่งนี้ถึง 7,000-9,000 ล้านปอนด์ (ราว 34 แสนล้านบาท)

ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ของชาวสกอตยังอยู่ในระดับสูงที่เฉลี่ย 3.27 หมื่นยูโร/ปี ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ของทั้งประเทศอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ดี แม้ชาวสกอตจะมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ทว่าทรัพยากรส่วนใหญ่กลับถูกนำไปใช้เพื่ออุ้มเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆ ของประเทศมากกว่า โดยปรากฏว่ารายได้จากแหล่งน้ำมันของสกอตแลนด์กลับมีส่วนช่วยหนุนจีดีพีสกอตแลนด์เพียง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ขณะที่มูลค่าของอุตสาหกรรมการเงินก็สูงกว่าจีดีพีของดินแดนแห่งนี้ถึง 13 เท่า

ชาวสกอตยังรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่ต้องจ่ายภาษีจำนวนมากเพื่อโอบอุ้มเศรษฐกิจทั้งประเทศ จึงไม่แปลกที่ชาวสกอตจะเชื่อว่าหากทรัพยากรของสกอตแลนด์นำมาใช้เฉพาะเศรษฐกิจสกอตแลนด์อย่างเดียว จะช่วยสร้างความกินดีอยู่ดีให้ชาวสกอตได้มากขึ้น

ในประเด็นดังกล่าว อเล็กซ์ ซาลมอนด์ หัวหน้าพรรคสกอตติช เนชันนัล ซึ่งเป็นหัวหอกหลักในการรณรงค์แยกประเทศ แสดงความเห็นว่า ต้องการสร้างประเทศให้มีสถานะแบบนอร์เวย์ ที่เป็นประเทศขนาดเล็กมีประชากรน้อยที่มีรายได้จากพลังงาน และมีสิทธิในการกำหนดนโยบายการเงินได้เอง เพราะฉะนั้นกรณีสกอตแลนด์จึงเป็นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยอื่นๆ

แม้กระทั่งในช่วงที่สกอตแลนด์ตัดสินใจรวมตัวกับอังกฤษเมื่อ 300 ปีที่แล้ว ก็มีเหตุผลมาจากทางด้านเศรษฐกิจเช่นกัน โดยเกิดขึ้นหลังประสบปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่หลังจากโครงการปานามาล้มเหลว ซึ่งการรวมตัวดังกล่าวส่งผลให้สกอตแลนด์ใช้สกุลเงินเดียวกับอังกฤษ และยกเลิกกำแพงภาษี รวมถึงข้อห้ามด้านการเคลื่อนย้ายทางปศุสัตว์

กรณีการรณรงค์แบ่งแยกดินแดนเนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจไม่ได้มีแต่เฉพาะในสกอตแลนด์เท่านั้น ทว่ายังเกิดขึ้นในแคว้นคาตาลันของสเปนด้วย เนื่องจากแคว้นดังกล่าวเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่โดดเด่น และเช่นเดียวกันภาษีของแคว้นนี้กลับถูกใช้ไปในโอบอุ้มเศรษฐกิจของทั้งประเทศ โดยคนในพื้นที่รู้สึกไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร

แน่นอนว่า สำหรับอังกฤษการสูญเสียสกอตแลนด์ไปย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน ซึ่งทางบีพี บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษที่ลงทุนขุดเจาะน้ำมันในทะเลเหนือกว่า 50 ปี ระบุชัดเจนว่า หากสกอตแลนด์แยกตัวออกจากอังกฤษ ทางบริษัทจะได้รับผลกระทบ

ขณะที่ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงก็ร่วงสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังจากที่ผลโพลชี้ว่าชาวสกอตส่วนใหญ่เลือกที่จะแยกประเทศ

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลอังกฤษจะห่วงในประเด็นความเป็นเอกภาพของสหราชอาณาจักรมากกว่าด้านเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ได้ออกมาเรียกร้องไม่ให้ชาวสกอตทำลายความเป็น “ครอบครัวแห่งชาติ” ซึ่งบรรพบุรุษของทั้งสองชาติได้รักษาร่วมกันมานานกว่า 300 ปี

เพราะนอกจากสกอตแลนด์แล้ว สหราชอาณาจักรประกอบด้วยดินแดนที่ยังมีความเป็นเอกเทศอีก 2 แห่ง คือ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ที่อังกฤษเป็นหัวเรื่องการแยกประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะไอร์แลนด์เหนือนับว่าสุ่มเสี่ยงต่อการออกจากสหราชอาณาจักรที่สุด เนื่องจากความแตกต่างทางศาสนาและที่ตั้ง

ในปัจจุบันกระแสการลงประชามติเพื่อแบ่งแยกการปกครองมีให้เห็นอยู่เสมอ ซึ่งสกอตแลนด์ก็นับเป็นดินแดนที่ 51 ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการลงประชามติเพื่อแบ่งแยกประเทศ

ขณะเดียวกัน การลงประชามติทางเหนือของอังกฤษยังเกิดขึ้นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการลงประชามติหั่นดินแดนไครเมียออกจากยูเครนเพื่อกลับไปรวมกับรัสเซีย และยังเกิดใกล้เคียงกับการลงประชามติในแคว้นลูฮันส์ และโดเนตส์ ทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งยังคงมีการต่อสู้กับรัฐบาลกลางมาจนถึงปัจจุบัน

ความคิดเรื่องการแยกตัวของสกอตแลนด์จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามในการแบ่งแยกการปกครองตนเองที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้จะโชคดีกว่าหน่อยที่ชาวสกอตอาจไม่ต้องหลั่งเลือดเพื่อแลกกับเอกราช

กรณีสกอตแลนด์จึงเป็นตัวอย่างที่สำคัญ ที่สะท้อนผลจากพิษทางเศรษฐกิจกระทบกับการเมืองจนถึงขั้นแบ่งแยกประเทศ แม้แต่ชาติที่รวมตัวกันมากว่า 300 ปี อย่างอังกฤษกับสกอตแลนด์ก็สามารถแยกตัวจากกันได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ นับเป็นความเคลื่อนไหวบนโลกครั้งสำคัญที่จะวางใจไม่ได้ทีเดียว

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน