posttoday
เครดิตเรตติ้งไทยหนี้ครัวเรือนน่าห่วง

เครดิตเรตติ้งไทยหนี้ครัวเรือนน่าห่วง

12 กันยายน 2557

กีตา ชักฮ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการสถาบันจัดอันดับสถาบันการเงิน ตลาดเกิดใหม่เอเชีย ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง แนวโน้มภาคการธนาคารไทยและการระดมทุนแบบไฮบริดภายใต้เกณฑ์บาเซิล 3 ว่า สถาบันการเงินไทยถูกจัดอันดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระดับ 5 เป็น 6 เมื่อสิ้นปี 2556 โดยมีสาเหตุสำคัญจากภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวและผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ แม้ว่าในตัวสถาบันการเงินเองจะค่อนข้างแข็งแกร่งจากฐานกองทุนและสภาพคล่องที่ยังสูง

กีตา ชักฮ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการสถาบันจัดอันดับสถาบันการเงิน ตลาดเกิดใหม่เอเชีย ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง แนวโน้มภาคการธนาคารไทยและการระดมทุนแบบไฮบริดภายใต้เกณฑ์บาเซิล 3 ว่า สถาบันการเงินไทยถูกจัดอันดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระดับ 5 เป็น 6 เมื่อสิ้นปี 2556 โดยมีสาเหตุสำคัญจากภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวและผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ แม้ว่าในตัวสถาบันการเงินเองจะค่อนข้างแข็งแกร่งจากฐานกองทุนและสภาพคล่องที่ยังสูง

ในระยะต่อไป สถาบันการเงินไทยยังมีความท้าทายในการทำธุรกิจ โดยเอสแอนด์พียังให้น้ำหนักความเสี่ยงกับประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซา และปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน โดยสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงต้นปีเป็นปัจจัยที่จำกัดการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งมีผลรวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อของธนาคารด้วย

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 83% ของจีดีพี ถือเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาคธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ เพราะลูกหนี้มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ แม้จะเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งมีหนี้ครัวเรือน 74% และ 87% ตามลำดับ แต่สองประเทศดังกล่าวมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยมากกว่าครึ่ง

ขณะที่สถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อรายย่อยที่มีความเสี่ยง ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิต สัดส่วน 16% ของสินเชื่อที่ปล่อยทั้งหมด สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศสำคัญในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มากที่สุดถึง 2.3% และยอดผิดนัดชำระมีอัตราสูงถึง 8.2% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2014

ทั้งนี้ เอสแอนด์พีคาดว่าเอ็นพีแอลและอัตรการผิดนัดชำระหนี้ในอุตสาหกรรมธนาคารของไทยจะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ธนาคารเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพื่อควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้สูงขึ้นอีกแต่ยังคงเชื่อว่าภาคธนาคารไทยจะสามารถบริหารจัดการเอ็นพีแอลให้อยู่ในวงจำกัดได้

ด้าน คิมเอ็งทัน ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์จัดอันดับเครดิต ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของเอสแอนด์พี ระบุว่า ตามมุมมองของบริษัทเครดิต เรทติ้งส์ สิ่งที่ไทยควรทำขณะนี้คือการลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณหนี้ รักษาเสถียรภาพการคลังและอัตราเงินเฟ้อ หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันเริ่มมีเสถียรภาพขึ้น

ในส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทย สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐที่ฟื้นตัวได้ดี จึงน่าจะส่งผลช่วยดึงให้เศรษฐกิจไทยและอาเซียนปรับตัวดีขึ้น ปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าของสหรัฐน่าจะขยายตัว ซึ่งจะส่งผลถึงการส่งออกของไทยและอาเซียน

ทว่า การส่งออกก็ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากการฟื้นตัวของสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า เช่นเดียวกับยุโรปที่เผชิญความเสี่ยงภาวะเงินฝืด และจีนยังเติบโตอย่างชะลอตัวลง ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะโตคงที่ หรือเติบโตช้าต่อไปอีกสักระยะ ดังนั้นปัจจัยที่เอื้อต่อเศรษฐกิจจึงต้องมาจากการบริโภคภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเอง

สันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มจะดีขึ้น แต่ไม่ใช่ระดับที่ขยายตัวพุ่งขึ้นมากนัก สำหรับการท่องเที่ยวอาจต้องออกแรงกันมากหน่อย เพราะต้องสร้างความเชื่อมั่น การยกเลิกกฎอัยการศึกก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยกับการกระตุ้นท่องเที่ยวให้รอบคอบว่า อย่างไหนจะมีส่วนได้ส่วนเสียมากกว่ากัน

นอกเหนือจากปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างการใช้จ่ายของภาครัฐและการกลับมาลงทุนของภาคเอกชนแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาดูก็คือ การบริโภคภายในประเทศ โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกำลังฟื้น แต่กำลังซื้อยังเป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงขึ้นมากจนเป็นชนวนบั่นทอนกำลังซื้อ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก