
ภาษีมรดก10%
มูลค่า50ล้านขึ้นต้องจ่ายเร่งใช้ปีหน้าปิดทางตั้งนิติบุคคลหนีไปเมืองนอกสั่งเลิกแอลทีเอฟชนชั้นกลางสะเทือน
มูลค่า50ล้านขึ้นต้องจ่ายเร่งใช้ปีหน้าปิดทางตั้งนิติบุคคลหนีไปเมืองนอกสั่งเลิกแอลทีเอฟชนชั้นกลางสะเทือน
คลังถกกฤษฎีกา ตกลงเงื่อนไขภาษีมรดก เก็บจากผู้รับ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
คณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงการคลัง ได้ข้อสรุปในการจัดเก็บภาษีมรดก โดยจะจัดเก็บจากผู้ที่ได้รับมรดกมูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ที่อัตรา 10% จากมรดกที่เป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนไว้ เช่น บ้าน ที่ดิน บัญชีเงินฝาก รถยนต์ หุ้น พันธบัตร เป็นต้น
นอกจากนี้ กฎหมายภาษีมรดกจะครอบคลุมการเก็บจากผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี ด้วยการตั้งนิติบุคคลขึ้นมารับมรดกแทน โดยเฉพาะการตั้งนิติบุคคลและรับโอนทรัพย์สินโยกย้ายไปต่างประเทศ โดยภาษีที่กำหนดไว้ 10% จะใกล้เคียงกับต้นทุนในการย้ายทรัพย์สิน ทำให้ไม่คุ้มในการโยกย้าย
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองหน่วยงานไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีจากกองมรดก เพราะถึงแม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีมรดกมากกว่าการเก็บจากผู้รับโดยตรง แต่จะเป็นภาระต่อผู้รับรายย่อย ขณะที่การจัดเก็บจากผู้รับจะกระทบเฉพาะผู้ที่ได้มรดก 50 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น
ทั้งนี้ หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว รัฐบาลก็จะเร่งเสนอกฎหมายต่อ สนช.ทันที เพื่อให้สามารถจัดเก็บได้ทันในปีภาษี 2558
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การปฏิรูปภาษีที่ได้เสนอนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้รวมเรื่องการไม่ต่ออายุการลดหย่อนภาษีการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่จะหมดสิทธิประโยชน์ในปี 2559 ไว้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกเลิกภาษีให้คนรวย แต่ยังคงให้สิทธิประโยชน์ในกองทุนรวมเกษียณอายุ (อาร์เอ็มเอฟ) เพื่อส่งเสริมการออม สำหรับดำรงชีพหลังอายุครบ 55 ปี ปัจจุบันเงินลงทุนอยู่ในแอลทีเอฟมีอยู่ประมาณ 2.4แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน รมว.คลังได้ให้นโยบายเกี่ยวกับภาษีที่ดินฯ ว่าในระยะเริ่มต้นให้เก็บภาษีในอัตราต่ำที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เพราะต้องการเก็บจากผู้มีรายได้สูง และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น







