
อภิมหาโครรโกงจำนำข้าว
ในบรรดาที่ทุจริตคอร์รัปชั่น อภิมหาโคตรโกงจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมากมายกว่า 500,000,000,000 บาท อ่านว่า ห้าแสนล้านบาท ผมยังนึกไม่ออกว่า จะมีคดีใดสร้างความเสียหายให้ประเทศได้มากเท่านี้
ในบรรดาที่ทุจริตคอร์รัปชั่น อภิมหาโคตรโกงจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมากมายกว่า 500,000,000,000 บาท อ่านว่า ห้าแสนล้านบาท ผมยังนึกไม่ออกว่า จะมีคดีใดสร้างความเสียหายให้ประเทศได้มากเท่านี้
คดีที่มีความเสียหายมากที่สุดเท่าที่จำได้ คือคดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต่อสู้ค่าเงินบาทจนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ศาลพิพากษาให้คุณเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยชดใช้เงิน 1.8 แสนล้าน นั่นก็ยังน้อยกว่ามาก และโดยข้อเท็จจริงที่รู้กันคือ มิใช่คดีทุจริตคอร์รัปชั่นเหมือนการโกงรับจำนำข้าว แต่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดในการต่อสู้ค่าเงินกับฝรั่งที่เป็นปีศาจการเงิน คดีนั้น ศาลพิพากษาว่า เป็นความประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหาย แต่คุณเริงชัยไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์ของแผ่นดินเป็นของตนเอง และไม่ได้ปล่อยให้บริวารว่านเครือคอร์รัปชั่น คดโกง เอาเงินแผ่นดินไปเข้ากระเป๋า
คดีทุจริตรับจำนำข้าว จึงเป็นคดีที่ผู้คนให้ความสนใจทั้งประเทศ ตั้งแต่อยู่ชั้นสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะนอกจากความเสียหายจะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ผู้ต้องรับผิดชอบยังมีตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร เป็นนายกรัฐมนตรีที่แม้จะได้มาเพราะมีพี่ชายเป็นนักโทษหนีคดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงกับตำแหน่งนี้ก็ตาม แต่เมื่อรับหน้าที่เพราะพี่ให้จึงต้องรับผิดชอบเพราะพี่สั่งด้วย
คดีนี้ ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนคดีทุจริตจำนำข้าวเป็นเวลานาน น่าจะไม่ต่ำกว่า 1 ปี เป็นการไต่สวนในยุคที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คุมกลไกอำนาจรัฐไว้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ด้วยผู้คนทั้งประเทศให้ความสนใจ ติดตามการทำงานของ ป.ป.ช.อย่างใกล้ชิด จนในที่สุด เมื่อเดือน พ.ค. ป.ป.ช. มีมติ 7:0 ชี้มูลว่า ยิ่งลักษณ์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ส่งวุฒิสภาให้ถอดถอน และเมื่อเดือน ก.ค. ก็มีมติ 7:0 เห็นว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว มีอำนาจสามารถยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เป็นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/3 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นหน้าที่
ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง อัยการใช้เวลาประมาณเดือนครึ่งก็มีมติยังไม่ฟ้อง โดยเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ใน 3 ประเด็น
1.ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 178 บัญญัติให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วย ดังนั้น จึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่
2.ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน ให้สิ้นกระแสความว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร
3.ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า โครงการรับจำนำข้าวที่ยืนยันว่ามีการทุจริตนั้น พบการทุจริตในขั้นตอนใดและมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นมีการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ ) ว่า โครงการดังกล่าวมีการทุจริตและเสียหายจำนวนมาก แต่ในสำนวนไต่สวนปรากฏว่ามีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยเท่านั้น ดังนั้นจึงให้รวบรวมรายงานวิจัย ทั้งฉบับเป็นพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนให้สมบูรณ์ด้วย
คำสั่งอย่างนี้ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม เพราะอัยการเองก็เป็นองค์กรที่ถูกจับตามองอย่างไม่ไว้ใจตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยเรืองอำนาจ เรียกได้ว่า ต้นทุนค่อนไปทางต่ำ ยิ่งเมื่อ ป.ป.ช.ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงความรู้หลากหลายด้าน รวมถึงจากผู้พิพากษาที่มีความสามารถ มีมติเอกฉันท์ 7:0 สำนวนจึงไม่น่าจะมีช่องโหว่
มิตรรักแฟนเพลงผู้ปรารถนาจะเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะใหญ่เพียงใดก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายเหมือนกัน อยากเห็นท่านผู้มีบารมีที่ทำผิดกฎหมายได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน คงไม่ค่อยจะปลื้มกับความเห็นของท่านอัยการสูงสุด
ขอเรียนว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ทั้ง 3 ประเด็นที่อัยการขอให้ทำให้สมบูรณ์นั้น ล้วนเป็นประเด็นสำคัญของคดีนี้ หากจะต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยเพื่อให้รอบคอบรัดกุม ก็น่าจะเป็นประโยชน์กว่า เพราะหากอัยการไม่ฟ้อง ป.ป.ช.ซึ่งมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ จะกลับลำไม่ฟ้องเองได้อย่างไร
อัยการเองก็ต้องคิดหนักว่าหากตัวเองไม่ฟ้องเพราะเห็นว่าหลักฐานอ่อน แต่ ป.ป.ช.ไปฟ้องเองแล้วชนะคดี อัยการจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะตอบสังคมอย่างไร
คดีอาญานั้น ไม่มีกรณีที่ต้องรับผิดตามตำแหน่งหน้าที่ คดีจะต้องได้ความว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ถ้าจะเป็นความผิดจากการละเว้น ก็ต้องได้ความว่ามีหน้าที่แล้วละเลยไม่ทำตามหน้าที่นั้น ประเด็นที่อัยการเป็นห่วงจึงเป็นประเด็นสำคัญ เมื่อตั้งกรรมการร่วมแล้ว ป.ป.ช.ก็ชี้แจงได้ว่าพยานหลักฐานครบถ้วนอย่างไร คงจะใช้เวลาอีก 23 เดือน ไม่นานเกินไปที่จะรอ
ผมไม่ได้เห็นสำนวน จึงไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เคยดูการให้สัมภาษณ์ของคุณยิ่งลักษณ์ เรื่องการขายข้าวแบบจีทูจี เธอยืนยันว่าเป็นจีทูจี ยืนยันว่าเห็นสัญญา บอกว่าเป็นเอ็มโอยู จนรัฐมนตรีพาณิชย์ บุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องแก้ให้ว่า เป็น Contract Agreement ไม่รู้เธอรู้สึกอะไรหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดแน่นว่าในฐานะนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการนโยบายข้าว เธอรู้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน แต่เมื่อเกิดเรื่องจะอ้างว่าในฐานะประธานไม่รู้เรื่องได้อย่างไรการติดคุกนั้น แม้จะหนีคดี ตัวจะไม่ได้ติดคุกแต่ใจติดคุกตลอดเวลา เหมือนนักโทษหนีคดีทั้งหลาย อย่างน้อยก็ไม่กล้ากลับประเทศแผ่นดินเกิด
ด้วยบารมีและอำนาจเงินของพี่ชาย แม้จะผิด ยิ่งลักษณ์ก็คงไม่ติดคุก เธอคงจะหนีไปอยู่ต่างประเทศเหมือนพี่ชาย และคงไม่ได้กลับประเทศไทยเหมือนพี่ชาย เพราะกฎหมาย ปปช. มาตรา 74/1 ได้แก้ไขเรื่องอายุความไว้แล้วว่า “ในการดำเนินคดีอาญาตามหมวดนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ”
แปลว่า ถ้ายังหนีคดีอยู่ ก็ไม่นับอายุความฉะนั้น ถ้าอยากจะกลับอย่างเท่ห์ๆ ต้องห่อผ้าขาวกลับครับ







