
"ยุติธรรม"เพื่อประชาชนลดความเหลื่อมล้ำ
ช่วงภาวะวิกฤตการบ้านการเมืองที่นำมาสู่รัฐประหาร กำลังถูกผลัดใบความขัดแย้งให้เป็นโอกาสในหลายเรื่องของสังคม
โดย...เอกชัย จั่นทอง
ช่วงภาวะวิกฤตการบ้านการเมืองที่นำมาสู่รัฐประหาร กำลังถูกผลัดใบความขัดแย้งให้เป็นโอกาสในหลายเรื่องของสังคม หลังตัวปัญหาซุกซ่อนใต้พรมการเมืองมานับสิบปี โดยเฉพาะการเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกมิติก็อาจทำได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการปฏิรูประบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ที่มีเสียงเรียกร้องให้รื้อระบบระเบียบการทำงานให้เกิดประโยชน์กว่าในปัจจุบัน
โลโก้กระทรวงตาชั่ง หรือกระทรวงยุติธรรม อีกหน่วยงานที่ตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ซึ่งใช้เป็นมือไม้ทางกฎหมาย ทว่าน่าจับตาว่าทิศทางจากนี้จะเดินไปบนถนนความถูกต้องหรือวนสู่ความขัดแย้งใด ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม ย้อนปัญหาของกระทรวงยุติธรรมว่า ข้าราชการในกระทรวงยุติธรรมทำตัวห่างกับประชาชน เพราะคนในกระบวนการยุติธรรมจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนในวิชาชีพและรู้ว่าถูกฝึกสอนให้ศึกษามาเฉพาะด้าน แล้วมองว่าเป็นการใช้อำนาจ คนในกระบวนการยุติธรรมจึงรู้สึกว่าห่าง ขณะเดียวกันวัฒนธรรมไทยสังคมทั่วไปก็รู้สึกด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะของคนเฉพาะกลุ่ม
รักษาการปลัดยุติธรรม ปรารภอีกว่า นอกเหนือจากปัญหาข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราต้องรู้จักในความเป็นคนภาคใต้ในพื้นที่นั้น ไม่ใช่เพียงการรู้แค่ข้าวหมกไก่ เขาไม่กินหมู ซึ่งปัญหาในภาคใต้มันซับซ้อน ไม่สามารถเหมารวมได้ จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลทุกชุดพยายามที่จะระดมคนที่ไว้ใจและมีมุมมองที่กว้างเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ ซึ่งความสำเร็จยังมีน้อย เราต้องเชื่อมโยงเป็นมิติความยุติธรรมเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ถือกฎหมายไปบริหาร ต้องเอาสิ่งที่พูดไปบริหารให้ทีมงานที่อยู่ภายใต้ทำให้ได้
ชาญเชาวน์ ยังกล่าวถึงขอบเขตคำว่า “อำนาจ” ด้วยว่า หากพูดเรื่องอำนาจ ตนเป็นห่วง อยากให้เลิกใช้คำว่า “อำนาจ” เพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครมีอำนาจ คุณมีหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าได้หรือไม่ได้ อำนาจในเชิงอุดมคติเป็นของทุกคน ประชาชนบอกว่าเขาเรียกร้องอำนาจเหมือนกัน ให้ยื่นกฎหมายให้ เพราะประชาชนเชื่อว่าจะได้มีอำนาจ โดยไปมองในเรื่องความยุติธรรมแบบศาลตัดสิน “ทุกคนไม่ได้มีอำนาจแบบนั้นหมด เราไปมอบอำนาจให้กับผู้พิพากษา ถูกต้องมั้ยครับ แต่ตอนนี้ถ้าคุณเข้าใจใหม่ ทุกคนมีอำนาจ แต่ใครทำหน้าที่อะไรเท่านั้นเอง ค่อนข้างซับซ้อนหน่อยนะ”
“ถ้าพูดเรื่องอำนาจ คุณจะถูกจำกัดอำนาจ ถูกตรวจสอบอำนาจ ผมยอมถ้าคุณจะใช้คำว่า ‘อำนาจ’ แต่ยังไงผมก็ไม่เชื่อ เพราะมันคือหน้าที่ต่างหาก อย่างผมเนี่ย คนจะบอกว่าผมมีอำนาจในการแต่งตั้ง อำนาจในการอนุมัติ คุณแน่ใจเหรอว่าอำนาจมันอยู่ในนั้น เพียงแต่ว่าถ้าผมไม่เซ็น เขาไม่สามารถเอางบไปใช้ได้ในบางเรื่องก็เท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่อำนาจผม ถ้าผมไม่เซ็นเขาจะต้องมาตรวจสอบผมว่าทำไมผมไม่ใช้หน้าที่นั้นต่างหาก ผมไม่คิดว่าปลัดกระทรวงจะมีอำนาจอะไรจริง ไม่ใช่เลย ตั้งแต่ผมรับราชการมาผมเห็นว่าเป็นหน้าที่หมด”
ชาญเชาวน์ กล่าวด้วยว่า จากนี้ระบบความเป็นธรรมต้องขยายออกไป ถึงจะแก้ปัญหาเรื้อรังเกือบ 12 ปีที่ผ่านมาได้ เพราะมันไปกระจุกรวมตัวอยู่แค่ตำรวจ อัยการ ศาล มันคลี่คลายไม่ได้ ก่อนถูกสะสมความขัดแย้งจนเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคมและเศรษฐกิจตามมา ถ้าเราขยายตรงนี้ได้ แต่อาจยุ่งยาก เพราะสังคมไทยติดคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” ถ้าพูดถึงกระบวนการยุติธรรมมันหมายถึงคนแค่นี้
ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมต้องติดดิน ที่ผ่านมามันห่างเหินกับประชาชนมาก แบ่งกันเห็นชัดเจน เพราะ 12 ปีที่ผ่านมายังตั้งหลักไม่ได้ หน่วยงานที่บอกว่าจะลงพื้นที่ ลงแบบไหน รับฟังอย่างไร กระทรวงนี้ยังทำงานกับประชาชนไม่ถนัด ที่สำคัญตรงกลางมีหลายอย่างในความไม่เกิดประสิทธิผล มีการเมือง มีความเป็นระบบราชการ มีความไม่เข้าใจในความหมายของกระบวนการยุติธรรม แล้วอีกคำที่ใช้กันบ่อยคือคำว่า “หุ้นส่วนประชาชน” ประชาชนมีส่วนร่วม แต่จริงแล้วการมีส่วนร่วมของประชาชนเจ้าหน้าที่ยังตีโจทย์ไม่แตก หลายกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรมยังเข้าไม่ถึงชาวบ้าน
“แต่สิ่งที่เราจะเปลี่ยนต่อไปนี้ เราจะเปลี่ยนคำว่ากระบวนการยุติธรรมมันขยายออกไปแล้วนะ มันไม่ใช่เฉพาะตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์อีกต่อไป กระบวนการยุติธรรม ระบบความเป็นธรรมมันต้องกระจายมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องทรัพยากร เรื่องการศึกษา ผมถือว่าเป็นอีกระบบหนึ่งที่ต้องเป็นธรรม ที่ผมเอายุติธรรมชุมชนมาใช้เพราะอยากจะพูดแบบนี้ เพราะฉะนั้นศาลก็ดี อัยการก็ดี ตำรวจก็ดี ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นนะ” รักษาการปลัดยุติธรรม ระบุ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมเตรียมเดินหน้าปรับโฉมปฏิรูปกระทรวงตาชั่งแห่งนี้ ซึ่งรักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า มีอยู่ 2 ส่วน คือ 1.แนวทางการปฏิรูปประเทศตามแนวทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพราะฉะนั้นต้องรองรับการปฏิรูปเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการปฏิรูปทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 2.ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม เตรียมเดินหน้าสู่การเป็นกระทรวงบริหารงานยุติธรรมเต็มตัว โดยจะพัฒนาข้าราชการให้เข้าใจภารกิจของกระทรวงให้ชัดว่าคืออะไร คุณไม่ใช่นักกฎหมาย กระทรวงนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่นิติกร แต่มีความหลากหลาย ต้องเอาจุดเด่นของความหลากหลายมาใช้ พร้อมเรียนรู้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และเชื่อมโยงมิติความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาให้มากขึ้น
“คสช.เข้ามา 4 เดือน มันหยุดทุกอย่างได้ เมื่อหยุดได้ก็เหมือนมาเริ่มต้นใหม่ เราใช้โอกาสนี้เริ่มต้นในสิ่งที่ควรเป็นซะ ผมไม่สามารถใช้คำว่าที่ผ่านมามันยังไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะมันคงเป็นเรื่องของบริบททางสังคมและปัจจัยอื่นรอบๆ กระทรวงไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่อยู่ภายใต้บริบทอีกเยอะแยะ” รักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว
แม้กระนั้น ชาญเชาวน์ ยังแสดงทัศนะถึงหลักบริหารงานว่า ภารกิจงานเร่งด่วนในขณะนี้คือเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นเดียวกับการวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งภายในกระทรวง ตรงจุดนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะจากนี้จะวัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่เส้นสายอีกต่อไป โดยจะคัดเลือกตามความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ส่วนตัวยังมองว่าการทำงานภายในกระทรวงยุติธรรม หากนักการเมืองคนไหนมาคุมหรือสั่งหันซ้ายหันขวา หรือรับใช้ใครนั้น หน่วยงานในสังกัดต้องมองตัวเองให้ชัดในความเป็นกระทรวงยุติธรรม นั่นหมายความว่า ถ้าเขารู้ว่าภารกิจของเราคืออะไร มีหน้าที่อย่างไรในการทำงาน โดยคนที่เข้ามาคุมหรือเป็นผู้บังคับบัญชาจะเข้าใจการทำงานอย่างชัดเจน และเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าทำผิดกฎหมาย
“ถ้าบอกระเบียบทิศทาง ผมเป็นปลัดกระทรวงก็จะบอกท่านรัฐมนตรีที่เข้ามาปฏิบัติงานว่า กระทรวงทำงานแบบใด เจตนารมณ์ วัตถุประสงค์มันเป็นอย่างไร ประชาชนคาดหวังอะไร ผมมั่นใจว่าท่านรัฐมนตรีที่เข้ามาท่านจะเข้าใจ ท่านฟัง มันก็จะทำงานตามครรลองได้ไม่มีปัญหา นี่คือส่วนของการปฏิรูปกระทรวง ผมต้องถือว่าประเด็นในการปฏิรูปขึ้นอยู่กับ สปช. ซึ่งผมก็เตรียมพร้อม” ชาญเชาวน์ กล่าว
แน่นอนว่ากระทรวงยุติธรรมนับเป็นส่วนหนึ่งในความหวังของใครหลายคนที่ต้องการความเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยคดีความ ร้องทุกข์ เยียวยาเหยื่อ หลายสิ่งถูกกระจุกรวมภายในเครื่องหมายตาชั่งแห่งนี้ รักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองเหลือเวลาอีก 2 ปี ก่อนจะเกษียณอายุราชการ แล้วจากนี้กระทรวงยุติธรรมจะเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมดกว่า 80% “ผมมีเวลาน้อย แค่ 2 ปี ผมจะทำให้ข้าราชการลุกขึ้นมาให้เข้ากับกระแส”







