
กรมชลฯฟันธงกทม.ปริมณฑลไม่ท่วม
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือจะยังอยู่ในภาวะอันหนักหน่วง ยิ่งเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ประกาศเตือน 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้เตรียมรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นช่วงวันที่ 8 ก.ย.เป็นต้นไป แต่ สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างแน่นอน
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือจะยังอยู่ในภาวะอันหนักหน่วง ยิ่งเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ประกาศเตือน 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้เตรียมรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นช่วงวันที่ 8 ก.ย.เป็นต้นไป แต่ สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างแน่นอน
“ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ต่ำปริมาณน้ำที่จุดเฝ้าระวังของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำยังอยู่แค่ 1 ใน 5 ของความจุลำน้ำ ขณะนี้พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ไม่มีปัญหาต้องกังวลเรื่องอุทกภัย” สุเทพ กล่าว
สำหรับในพื้นที่ลุ่มน้ำยมที่มีปริมาณน้ำมากเนื่องจากไม่มีการบริหารจัดการน้ำ แต่น้ำท่วมในขณะนี้เป็นเพียงสถานการณ์น้ำหลาก ซึ่งจะต้องป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง โดยให้น้ำไหลผ่านไปลงพื้นที่แก้มลิงที่ลุ่มต่ำในเขต อ.บางระกำ และทุ่งเสลี่ยม
ทั้งนี้ ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เตรียมแนวทางในการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อรองรับมือกับน้ำเหนือที่กำลังจะไหลลงสู่ทางตอนล่าง โดยจะใช้ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยารับน้ำเข้าระบบชลประทานตามศักยภาพของคลอง โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่การเกษตร พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 1,100 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันอีกไม่เกิน 30-50 เซนติเมตร
สำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วยเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 35% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 49% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 47% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 38%
ด้าน วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า พื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง คือ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และสวนอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากทั้ง 3 แห่ง ตั้งใกล้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก แต่ขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง
“แต่เราก็ไม่ประมาท มีการติดตามสถานการณ์เตรียมแผนป้องกันโดยสั่งให้ทุกแห่งตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำที่แต่ละแห่งได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วให้พร้อม และมีการเตรียมคันกั้นน้ำแบบเคลื่อนที่ได้ที่ กนอ.จัดซื้อมาไว้ความยาว 20 ได้พร้อมเคลื่อนไปใช้หากมีความจำเป็น” วีรพงศ์ กล่าว
ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวว่า แต่ประเด็นที่มีความกังวลมากกว่าน้ำท่วมคือน้ำแล้งในภาคตะวันออก เนื่องจากพบว่าอ่างเก็บน้ำเพื่อป้อนนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำดอกกราย ใน จ.ระยอง ที่จะส่งน้ำเข้าพื้นที่อุตสาหกรรมประมาณ 15 แห่ง ใน จ.ชลบุรี และระยองซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมใหญ่ที่สุด ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างมีเพียง 40% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่จะมีอยู่ 45-50% และปกติเดือน ต.ค.จะต้องขึ้นมาเป็น 80-90% ถ้าหากปีนี้ยังไม่ขึ้นมาจะน่าเป็นห่วงมาก
ด้านสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือ ที่ จ.สุโขทัย แม้ระดับน้ำในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี อ.เมืองสุโขทัย เริ่มลดลง หลังจากหน่วยงานต่างๆ เร่งวางกระสอบยักษ์หรือบิ๊กแบ็กกั้นน้ำบริเวณประตูระบายน้ำคลองกระชงค์ที่เกิดรอยรั่ว แต่ยังมีน้ำจาก จ.แพร่ ไหลลงแม่น้ำยมที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบเขตตัวเมือง
จ.พิษณุโลก มีการประกาศเตือนให้พื้นที่ อ.พรหมพิราม และบางระกำ เตรียมรับน้ำหลากจากพื้นที่ จ.สุโขทัย และอุตรดิตถ์ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.
อุดมศักดิ์ ขาวหนูนา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยหลังจากพาคณะของ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจสภาพน้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท อาจปล่อยระบายน้ำสูงที่สุดประมาณ 1,800 ลบ./วินาที ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีบ้านเรือนทั้งจังหวัดถูกน้ำท่วมประมาณกว่า 5 หมื่นหลังคาเรือน







