posttoday
ถอดรหัสกระชับสัมพันธ์กัมพูชา

ถอดรหัสกระชับสัมพันธ์กัมพูชา

03 กันยายน 2557

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะเป็นการเยือน “กัมพูชา” อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน แต่กลับสะท้อน “สัญญาณ” ความสัมพันธ์ในหลากหลายมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ

เมื่อ พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขนทีมงานทั้งบิ๊ก คสช. รมต. ไปจนถึงข้าราชการระดับสูงร่วมคณะ

ทั้ง พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และ รมว.ศึกษาธิการ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และ รมว.คมนาคม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่าที่ ผบ.ทบ. และ รมช.กลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ดำรงค์ ใคร่ครวญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

มาจนถึง พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เจ้ากรมยุทธการทหาร ครุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงพลังงาน ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

เป็นการประเดิมเยือนกัมพูชาหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. ยิ่งตอกย้ำสัมพันธ์แนบแน่นไทยกัมพูชาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังการรัฐประหารของ คสช.

สอดรับชัดเจนจากการปล่อยตัว วีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ พ้นคุกเปรย์ซอว์ ต่อเนื่องมาจนถึงการเยี่ยมเยือนระหว่างตัวแทนผู้นำของสองประเทศ

ต่อเนื่องด้วยช่วงที่ผ่านมา “กัมพูชา” ประกาศตัวชัดเจนไม่ให้ความช่วยเหลือแกนนำเสื้อแดง หรืออดีตสมาชิกเพื่อไทย ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นที่พักพิง หรือฐานความเคลื่อนไหวทางการเมือง

ต่างจากก่อนหน้านั้น เมื่อครั้งสัมพันธ์บิ๊กเพื่อไทยยังแนบแน่นกับนายกฯ ฮุนเซน

ชัดเจนว่า คสช.จำเป็นต้องสกัดไม่ให้เกิดคลื่นใต้น้ำหรือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ามาปั่นป่วนคอยซ้ำเติมสถานการณ์ในช่วงการบริหารงาน เดินหน้าปฏิรูปนับจากนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางสกัดกองกำลังที่มีการแอบฝึกอาวุธ การลักลอบขนอาวุธสงคราม พร้อมประสานขอความร่วมมือไปยังกัมพูชา ซึ่งมีข่าวระแคะระคายว่ามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ท่าทีเอาจริงเอาจังของกัมพูชาต่อเรื่องนี้ช่วยทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ทั้งเรื่องแรงงานปัญหาชายแดนเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าท่าทีของกัมพูชาที่เปลี่ยนไปหลังขั้วอำนาจเปลี่ยนผ่านมาที่ คสช.เป็นเพราะเรื่องผลประโยชน์มหาศาลด้านพลังงานที่คาราคาซังมานาน

เพราะหากจับสัญญาณการเดินทางรอบนี้มีตัวแทนจากสำนักนโยบายและแผนกลาโหม อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงพลังงาน ยิ่งทำให้สังคมหันมาจับจ้องเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา

ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การเยือนกัมพูชารอบนี้ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ มีหลายสถานะที่มีทั้ง ผบ.สส. ตัวแทน คสช. และ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งต้องดูรายละเอียดว่าเป็นเพียงการเยือนแนะนำตัว หรือมีการเจรจาทำข้อตกลงใดๆ ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดแถลงชัดเจน หรือจะเป็นเพียงแค่การไปเจรจาเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะไทยกับกัมพูชามีปัญหาที่ค้างคาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องพื้นที่ชายแดน การปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกที่จะร่วมกันสรุปพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างพลังงาน

กัมพูชามีความตั้งใจที่จะปลดล็อกเงื่อนไขนำพลังงานมาใช้นานมาแล้ว เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสมจึงอาจมีการปูพื้นเรื่องพวกนี้ได้ แต่เมื่อมีการตัดสินใจจริง ประชาชนจะต้องรับทราบ เพราะเป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติสาธารณะ เรื่องระหว่างประเทศ

ปณิธาน มองว่า แม้ช่วงนี้ คสช.จะมีอำนาจพิเศษ มีการตรวจสอบน้อย แต่ขณะเดียวกันกระบวนการสรรหาสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีคนคาดหวังจะเห็นเรื่องการปฏิรูปพลังงาน มีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเรื่องพลังงานเข้ามาจำนวนมากถือเป็นสัญญาณที่ดี

สถานะของ คสช.และรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งเป็นอำนาจทหาร ทำให้กัมพูชาไม่อยากมีปัญหาความขัดแย้งที่จะไม่เป็นผลดี จึงเห็นความพยายามปรับความสัมพันธ์ ไม่ต่างจากไทยที่พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับมาดีขึ้น

ที่ผ่านมากองทัพไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชา เนื่องจากมีฝ่ายการเมืองเป็นกันชนเอาไว้ กองทัพเป็นเพียงแค่ฝ่ายปฏิบัติ แต่ต่อจากนี้หากมีปัญหากระทบกระทั่งกองทัพจะเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงระหว่างกองทัพกับกองทัพ จำเป็นต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

ปณิธาน อธิบายว่า หากจะมีการเจรจาเรื่องพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ปกติจะมีกระบวนการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เวลานี้กระบวนการตรวจสอบไม่ปกติ เพราะสุดท้าย คสช.ย่อมมีอำนาจเหนือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นช่วงนี้จึงอาจมีบางฝ่ายพยายามวิ่งเข้าหารัฐบาล คสช.ที่จะมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลปกติ “ระบบประชาธิปไตย ฝ่ายบริหารหากจะชะลอ หรือถ่วงเวลาจะโยนให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณารายละเอียดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขณะที่ฝ่ายบริหารก็จะพูดว่ารอสภาพิจารณาซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยอย่างอเมริกาทำบ่อย หากมีเรื่องที่จะกระทบความสัมพันธ์ก็จะโยนไปให้สภา แต่เวลานี้อำนาจอยู่ที่ คสช.หมด หลายประเทศจึงเร่งรุกให้เราตัดสินใจทำโน่นทำนี่ ในช่วงที่ไม่มีการตรวจสอบแบบเดิมกัมพูชาอยู่ใกล้ จึงประชิดแต่แรก” ปณิธาน กล่าว

การเยือนกัมพูชารอบนี้จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว