
แซงก์ชั่นรัสเซียรอบใหม่หวั่นอียูเจ็บหนักกว่าเก่า!
ไฟความขัดแย้งระหว่างซีกโลกตะวันตกกับรัสเซียต่อกรณีวิกฤตแบ่งแยกดินแดนยูเครนยังคงลุกโชนต่อไปอย่างไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ไฟความขัดแย้งระหว่างซีกโลกตะวันตกกับรัสเซียต่อกรณีวิกฤตแบ่งแยกดินแดนยูเครนยังคงลุกโชนต่อไปอย่างไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อกันจนเศรษฐกิจแทบจะพัง
ล่าสุดหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศขีดเส้นใต้ให้รัสเซียถอนทหารออกจากยูเครนภายในสัปดาห์นี้ มิฉะนั้นทางอียูจะลงโทษด้วยการยกระดับการคว่ำบาตรอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้กองกำลังซึ่งตะวันตกกล่าวหาว่าเป็นหน่วยงานใต้สังกัดรัฐบาลรัสเซียเปิดแนวรบบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน
อย่างไรก็ดี แทนที่การคว่ำบาตรของอียูจะบ่อนทำลายเศรษฐกิจของรัสเซียจนกดดันประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งแดนหมีขาว ให้ลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง แต่การคว่ำบาตรกลับดูเหมือนจะทำให้เศรษฐกิจอียูที่อยู่ในสภาพอ่อนแออยู่แล้วต้องแย่ลงไปอีก และอาจจะแย่กว่าผลเสียต่อเศรษฐกิจรัสเซียด้วยซ้ำ
สะท้อนได้จากภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ 28 ชาติในอียูเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 0.7% เท่านั้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่สภาพเศรษฐกิจสองเสาหลักของยุโรป ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี อยู่ในภาวะเสี่ยงถดถอยเป็นอย่างยิ่ง โดยเศรษฐกิจของฝรั่งเศสไม่โตขึ้นเลย ขณะที่เยอรมนีโตถดถอยที่ 0.2% ถึงแม้ปัจจัยหลักจะเป็นประเด็นด้านสภาพเศรษฐกิจภายใน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน การคว่ำบาตรรัสเซียก็มีผลกระทบไม่น้อย
นอกจากการคว่ำบาตรของอียูแล้ว รัสเซียยังซ้ำแผลของยุโรปด้วยการออกมาตรการคว่ำบาตรสินค้าเกษตรของยุโรปอีกด้วย แม้จะเป็นการคว่ำบาตรที่ดูจะไม่ส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ทว่าสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือในอียูยังมีประเทศตลาดเกิดใหม่รวมอยู่ด้วย ซึ่งส่วนมากพึ่งพาตลาดส่งออกในรัสเซีย ประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าวได้แก่ ประเทศในยุโรปกลางและตะวันออก ซึ่งเป็นอดีตประเทศหลังม่านเหล็ก อาทิ ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย ฯลฯ ที่รัสเซียเคยให้การสนับสนุน
มรดกจากยุคสงครามเย็น ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับรัสเซียมากกว่ายุโรปตะวันตก และดูเหมือนประธานาธิบดีปูตินจะเข้าใจจุดอ่อนข้อนี้ดี เห็นได้จากคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ต้องเร่งออกมาตรการให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบกว่า 125 ล้านยูโร (ราว 5,250 ล้านบาท)
เช่นเดียวกัน สำหรับในประเด็นด้านการพึ่งพาพลังงาน แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ารัสเซียต้องพึ่งพาตลาดส่งออกพลังงานในยุโรป แต่ขณะเดียวกันยุโรปเองก็นับว่าต้องพึ่งพาพลังงานปริมาณมหาศาลเช่นกัน โดยเฉพาะเยอรมนี ชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มยุโรป มีปริมาณการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียถึง 25% ของปริมาณการนำเข้าพลังงานทั้งหมด จึงหมดสิทธิที่อียูจะคว่ำบาตรการส่งก๊าซจากรัสเซีย
ขณะเดียวกัน แม้จะอยู่ในช่วงคว่ำบาตร แต่ตัวเลขจากก๊าซพรอม รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายสำคัญของรัสเซีย เปิดเผยให้เห็นว่า ยอดการนำเข้าพลังงานจากอียูในเดือน ม.ค.มิ.ย. เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 2.5%
จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่อียูจะฆ่าตัวตายด้วยการคว่ำบาตรด้านพลังงาน นอกจากนี้ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปูติน จะเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าด้านพลังงานด้วยซ้ำ เนื่องจากฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา ย่อมทำให้ความจำเป็นในการใช้พลังงานสำหรับสร้างความอบอุ่นในครัวเรือนยุโรปเพิ่มสูงขึ้น
กรณีดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ยุโรปต้องเผชิญจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากเจ้าเดียว เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2008 รัสเซียเคยประกาศปิดท่อส่งก๊าซไปยังยูเครนในวันที่หนาวที่สุดของปีมาแล้วเพื่อบีบให้ยูเครนทำตาม นโยบายต่างประเทศของตน ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีสิ่งใดสามารถรับรองได้ว่ารัสเซียจะไม่ขุดมาตรการดังกล่าวมาใช้กับอียูในอนาคต
เพราะฉะนั้น พูดอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งอียูยกระดับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ยิ่งจะเป็นการบ่อนทำลายสภาพเศรษฐกิจของตนเอง
สำหรับทางด้านอียูเองน่าจะเข้าใจจุดอ่อนของตนดีไม่น้อย เนื่องจากท่าทีการข่มขู่รัสเซียของอียูล่าสุดดูอ่อนลงมาก ด้วยการให้เวลารัสเซียถอนทหารออกจากยูเครนถึง 1 สัปดาห์ นับเป็นสิ่งที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่าอียูเริ่มตระหนักถึงความบอบช้ำจากการคว่ำบาตรของตน
ขณะที่ผู้นำชาติยุโรปบางรายเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายการคว่ำบาตรของรัสเซียบ้างแล้ว โดยนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์แบน ของฮังการี ประกาศว่า การคว่ำบาตรรัสเซียจะบ่อนทำลายเศรษฐกิจของอียูมากกว่าของรัสเซียเสียอีก นอกจากนี้ โรเบิร์ต ฟิโก นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย ก็ออกมาแสดงความเห็นเชิงไม่เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรรัสเซีย
“ในทางการเมือง เราเรียกว่าขว้างงูไม่พ้นคอ” ออร์แบน กล่าว
ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานรัสเซียและยังถือว่ารัสเซียเป็นหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่ อันเป็นมรดกจากยุคสงครามเย็นที่ปฏิเสธไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนกลับไปถึงการคว่ำบาตรครั้งแรกต่อกรณีรัฐบาลเครมลินผนวกรวมดินแดนไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ที่ประชุมอียูต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะสามารถออกมาตรการอย่างเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะความเป็นหุ้นส่วนการค้าที่แนบแน่นของแต่ละประเทศกับรัสเซีย ทำให้ชาติสมาชิกอียูพยายามอย่างยิ่งที่จะเสนอมาตรการที่จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจของตนมากนัก
ผลที่ได้คือการคว่ำบาตรในวงแคบต่อผู้มีอิทธิพลใกล้ชิดประธานาธิบดีปูตินเท่านั้น ทั้งยังจำกัดอยู่ในการอายัดทรัพย์สินของบุคคลเหล่านั้นในยุโรปและการห้ามเดินทางเข้าอียู
แม้กระทั่งในครั้งต่อๆ มา ก็ยังจำกัดอยู่ในการคว่ำบาตรด้านการเงินเท่านั้น เช่น การห้ามธนาคารรัสเซียบางแห่งระดมทุนในยุโรป ซึ่งผลกระทบต่อรัสเซียที่เห็นได้ชัดก็อยู่ในด้านตลาดทุน สกุลเงินรูเบิลที่ร่วงลง และความยุ่งยากในการค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้น
พูดอีกนัยหนึ่งคือ การคว่ำบาตรรัสเซียของอียูส่งผลกระทบในวงแคบเท่านั้น ขณะที่การคว่ำบาตรตอบโต้ของรัสเซียต่อสินค้าเกษตรจากอียูนั้นส่งผลกระทบในวงกว้างถึงคนระดับรากหญ้าระดับเกษตรกรทีเดียว
จึงเห็นได้ชัดว่าการปะทะกันระหว่างรัสเซียกับซีกโลกตะวันตกครั้งนี้ อียูเป็นเพียงมวยรองเท่านั้น และยังอาจได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรมากกว่าที่รัสเซียได้รับด้วยซ้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่อียูจะขึ้นเทียบชั้นกับอดีตมหาอำนาจอย่างรัสเซียได้
เพราะฉะนั้น การคว่ำบาตรครั้งหน้าที่จะมีขึ้นนี้ อียูอาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการพิจารณามาตรการที่จะใช้ในการคว่ำบาตร มิฉะนั้นหากดำเนินนโยบายพลาดแม้แต่นิดเดียว ผลเสียย่อมตกอยู่กับเศรษฐกิจอียูมากกว่าอย่างแน่นอน







