
อานิสงส์ลดราคาน้ำมัน
ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนเมื่อดัชนีราคาสินค้าในงวดเดือน ส.ค.ขยายตัวในอัตราที่ลดลง โดยขยายตัวแค่ 2.09% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าภาระค่าครองชีพของคนไทยจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าหมวดอาหารจะยังกดดันอย่างหนัก
ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนเมื่อดัชนีราคาสินค้าในงวดเดือน ส.ค.ขยายตัวในอัตราที่ลดลง โดยขยายตัวแค่ 2.09% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าภาระค่าครองชีพของคนไทยจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าหมวดอาหารจะยังกดดันอย่างหนัก
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปี สาเหตุที่ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อลดลงเหลือ 2.21% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะขยายตัว 2.35% โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 3 คาดว่าจะขยายตัว 2.15% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.4% และไตรมาส 4 ขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 2.5% ทำให้ครึ่งปีหลังคาดว่าเงินเฟ้อจะขยายตัว 2.18% ตามกรอบเป้าหมายในปีนี้ที่คาดว่าเงินเฟ้อจะขยายตัว 22.8%
ปัจจัยหลักที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์ปรับลดดัชนีราคาสินค้าลงมาจากมาตรการในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยน้ำมันเบนซินลดลง 3.89 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 2.13 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 1.7 บาท/ลิตร น้ำมัน อี20 ลด 1 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันดีเซล ปรับขึ้น 0.14 บาท/ลิตร ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ยต่อเดือนลดลง 0.0191% โดย 4 เดือนทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.076% และหากทั้งปีเงินเฟ้อจะลดลง 0.2-284%
นอกจากนี้ การตรึงค่ากระแสไฟฟ้า (เอฟที) ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ ไว้ที่ 69 สตางค์/หน่วย มาตรการตรึงค่าครองชีพ 6 เดือน ที่ทำให้ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้นและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลงมา ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง
อัมพวัน พิชาลัย ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ประเมินแนวโน้มการปรับขึ้นก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งว่า จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย โดยหากปรับขึ้นจาก 11.54 บาท/กก. มาอยู่ที่ 12.22 บาท/กก. ทำให้เงินเฟ้อต่อเดือนเพิ่ม 0.0008% โดย 4 เดือน เงินเฟ้อเพิ่ม 0.0033% และ 1 ปี เงินเฟ้อเพิ่ม 0.01%
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้พิจารณาปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลงมาที่กรอบ 2-2.2% ค่ากลางอยู่ที่ 2.1% จากกรอบคาดการณ์เดิม 2.4-2.8% เพราะผลจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และปัจจัยที่มีผลฉุดรั้งทิศทางราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงที่เหลือของปี
ด้านกรมธุรกิจพลังงานเปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน ว่าปัจจุบันมีจำนวนผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิในกลุ่มของร้านค้าหาบเร่แผงลอยอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 167,859 ราย มีการใช้สิทธิซื้อแอลพีจีไปแล้วรวม 2 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงแรกของการดำเนินมาตรการทีมีผู้มาลงทะเบียนไม่ถึง 1 แสนราย
สาเหตุที่มีผู้มาใช้สิทธิมากขึ้นเพราะราคาก๊าซปรับเพิ่มจนมีราคาห่างจากราคาเดิม 34 บาท
ทั้งนี้ แอลพีจีภาคครัวเรือนได้เริ่มทยอยปรับขึ้นราคามาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2556 เดือนละ 50 สตางค์/กก. ปรับไปได้ 9 ครั้ง รวม 4.50 บาท/กก. หลังจากนั้นได้ชะลอการปรับราคาออกไป
ปัจจุบันจำนวนการชดเชยราคาแอลพีจีครัวเรือนในโครงการดังกล่าวไปแล้วรวม 220 ล้านบาท โดยกลุ่มครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย ใช้ฐานข้อมูลจากผู้ใช้ไฟฟ้าฟรีและครัวเรือนที่ไม่ใช้ฟรี จะได้รับการช่วยเหลือซื้อแอลพีจีในราคา 18.13 บาท/กก. ไม่เกิน 18 กก. ในระยะ 3 เดือน
กลุ่มหาบเร่แผงลอยช่วยเหลือตามการใช้จริงแต่ไม่เกิน 150 กก./เดือน ทั้งนี้ผู้ได้รับการช่วยเหลือสามารถใช้ถังทุกขนาดแต่ไม่เกิน 15 กก.
วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึง ภาพรวมปริมาณการใช้แอลพีจีในเดือน ก.ค. ยังอยู่ในภาวะปกติ โดยการใช้ในภาคครัวเรือนอยู่ที่ 1.78 แสนตัน เพิ่มขึ้นเทียบกับเดือนก่อนอยู่ที่ 1.65 แสนตัน ภาคขนส่งอยู่ที่ 1.71 แสนตัน เพิ่มขึ้นเทียบกับเดือนก่อนอยู่ที่ 1.63 แสนตัน ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 4.8 หมื่นตัน จากเดือนก่อน 4.6 หมื่นตัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่ามีการลักลอบใช้ข้ามประเภทจนผิดสังเกต







