จับตาโลกยุคเกรงกำไรดันตลาดหุ้นลอยตัว-เอฟดีไอทรุด!
แนวโน้มการไหลเวียนของเม็ดเงินที่เข้าไปกองอยู่ในตลาดทุนมากขึ้น
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
แนวโน้มการไหลเวียนของเม็ดเงินที่เข้าไปกองอยู่ในตลาดทุนมากขึ้น แต่ทุนหมุนเวียนในการลงทุนโดยตรงกลับดิ่งลงนับเป็นแนวโน้มใหม่ที่อันตรายต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ บลูมเบิร์กรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั่วโลกถึง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นทั้งโลกขณะนี้รวมกันทำสถิติสูงสุดถึง 66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,112 ล้านล้านบาท) และเป็นแรงขับหลักที่ทำให้ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนตลาดหุ้นของทั้งโลกปรับขึ้นไป 3.8% ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นจากการที่นักลงทุนต่างตบเท้าเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นอย่างคึกคัก ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาหลายแห่งในเร็วๆ นี้
สะท้อนได้จากการที่ มาริโอ ดรากีผู้ว่าการธนาคารยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณว่าจะพิจารณาใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และหลังจากนั้นไม่นานฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้นำสูงสุดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็ประกาศว่าจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน หากภาวะเงินเฟ้อดิ่งลงรุนแรงกว่าในปัจจุบัน และการตัดสินใจของนักลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกด้วย
แพทริก สเปนเซอร์ หัวหน้าฝ่ายขายหลักทรัพย์สหรัฐ โรเบิร์ต ดับเบิลยู แอนด์คอร์ป วาณิชธนกิจในลอนดอน ตั้งข้อสังเกตว่าการส่งสัญญาณเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบทั่วโลกแทบไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสร้างความหวั่นไหวในการตัดสินใจของนักลงทุนโดยเฉพาะในสหรัฐ
ทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกจึงดูจะสดใสมาก สะท้อนจากดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ทะลุ 2,000 จุดขึ้นไป ทำสถิติใหม่เป็นครั้งแรกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวในดัชนี สต็อกซ์ ยุโรป 600 ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน
ด้านปริมาณเม็ดเงินในตลาดทุนของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ไม่ได้ด้อยกว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อาทิ ตลาดหุ้นของบราซิล ซึ่งดัชนีอีโบเวสปาชี้ว่าพุ่งขึ้นถึง 7.2% เช่นเดียวกับที่ตลาดหุ้นซาอุดิอาระเบียปรับขึ้นอีก 7% ซึ่งนับเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ทำผลงานดีที่สุดในรอบสัปดาห์
สำหรับตลาดเอเชีย เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีทุนต่างชาติจำนวนมากไหลเข้าสู่กองทุนอีทีเอฟ “อาร์คิวเอฟไอไอ” ที่ตลาดฮั่งเส็งของฮ่องกงสูงถึง 8,200 ล้านหยวน (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งนับว่าสูงสุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าสัดส่วนเดือน มิ.ย. ในปีนี้ถึง 2 เท่าทั้งนี้กองทุนดังกล่าวถือเป็นช่องทางลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่สำหรับนักลงทุนที่ไม่สามารถนำเม็ดเงินไปวางในตลาดหุ้นจีนได้โดยตรง
ถึงกระนั้นแม้จะมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในตลาดหุ้นจีน ทว่าในเดือนเดียวกันนั้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในแดนมังกรกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 7,810 ล้านหยวนเท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี
จริงอยู่ที่นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กรณีที่เอฟดีไอลดลงจะเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด รวมถึงการหันมาพึ่งตลาดภายในมากขึ้น และกรณีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีนกับต่างชาติ เนื่องจากทุนที่หายไปส่วนใหญ่เป็นทุนจากญี่ปุ่นถึง 45% แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการที่นักลงทุนเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากกว่าการลงทุนโดยตรง ก็นับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เอฟดีไอในจีนลดลง
ความคึกคักของตลาดหุ้นซึ่งสวนทางกับสัดส่วนเอฟดีไอมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังคงต้องการการพัฒนาในหลายด้าน เพราะทุนต่างชาติที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจกลับไปกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้น
ทั้งนี้ เอฟดีไอถือเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของประเทศที่ยังขาดแคลนแหล่งทุนภายใน นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยตรง ที่สำคัญการลงทุนแบบเอฟดีไอยังมีความผันผวนน้อยอีกด้วย
ขณะที่แนวโน้มเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นกลับมีความผันผวนสูงมาก และไม่แทบไม่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเลย ยิ่งเมื่อกล่าวถึงการจ้างงานและการพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็มีแต่นักลงทุนที่เข้าไปจับจังหวะเก็งกำไรเท่านั้น
นอกจากนั้น หากเกิดภาวะทุนไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่ จะทำให้สกุลเงินของประเทศนั้นแข็งค่าขึ้นและส่งผลในแง่ลบต่อศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งไม่ใช่ผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ การอัดฉีดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจของเฟดทั้ง 3 ครั้ง ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามีแต่ตลาดหุ้นที่โตขึ้น ขณะที่ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และตลาดแรงงานยังคงอยู่ในภาวะเอาแน่เอานอนไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความร้ายกาจของการเก็งกำไรในตลาดทุนเคยพิสูจน์ตนเองมาแล้วด้วยการทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหลายแห่ง ในช่วงวิกฤตการณ์การเงินเอเชียหรือที่รู้จักกันในนาม “วิกฤตต้มยำกุ้ง”
ดังนั้น แม้ขณะนี้หลายฝ่ายจะกำลังจับตาว่า การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น แต่อีกหนึ่งปัญหาที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือ ภาวะความขาดแคลนการลงทุนโดยตรงในประเทศตลาดเกิดใหม่ แนวโน้มดังกล่าวนับเป็นสัญญาณอันตรายที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเศรษฐกิจเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว ณ ขณะนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเตรียมมาตรการป้องกันภาวะความผันผวนของภาวะเงินทุนโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







