
กระตุ้น vs ประหยัด
กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาในบัดดลสำหรับการเมืองฝรั่งเศส เมื่อ อาร์โนด์ มองเตอบูร์ก รัฐมนตรีเศรษฐกิจเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ พิจารณานโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยให้เลิกการรัดเข็มขัด และหันมากระตุ้นเศรษฐกิจแทน จนทำให้ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งยุบคณะรัฐมนตรีใหม่ทันที โดยให้เหตุผลว่าคณะรัฐมนตรีต้องมีความเป็นทีมเวิร์กกับประธานาธิบดี และต้องดำเนินนโยบายตามที่ตั้งใจเอาไว้
กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาในบัดดลสำหรับการเมืองฝรั่งเศส เมื่อ อาร์โนด์ มองเตอบูร์ก รัฐมนตรีเศรษฐกิจเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ พิจารณานโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยให้เลิกการรัดเข็มขัด และหันมากระตุ้นเศรษฐกิจแทน จนทำให้ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งยุบคณะรัฐมนตรีใหม่ทันที โดยให้เหตุผลว่าคณะรัฐมนตรีต้องมีความเป็นทีมเวิร์กกับประธานาธิบดี และต้องดำเนินนโยบายตามที่ตั้งใจเอาไว้
นั่นเป็นเรื่องของการเมืองฝรั่งเศส แต่คำถามที่สำคัญในขณะนี้ก็คือ ฝรั่งเศส รวมไปถึงกลุ่มยูโรโซนนั้นควรจะดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด หรือจะกระตุ้นเศรษฐกิจดีกว่ากันครับ
โจทย์สำคัญของกลุ่มยูโรโซน สภาพเศรษฐกิจของยุโรปในขณะนี้อยู่ในภาวะเงินฝืดอย่างเต็มที่ และยังมีความเสี่ยงจากผลกระทบจากวิกฤตในยูเครนสูง อีกทั้งการคว่ำบาตรห้ามนำสินค้าอาหารจากยุโรปเข้าไปในรัสเซียยังส่งผลกระทบให้เห็นกันแล้ว
หากพิจารณาการเติบโตทางเศรษฐกิจของบรรดาเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของกลุ่มยูโรโซนในช่วงไตรมาส 2 นั้นก็ต้องบอกว่าอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง
เยอรมนีติดลบไป 0.2% ฝรั่งเศสมีการเติบโตเท่ากับ 0% และอิตาลี ซึ่งมีเขตเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามก็ติดลบไป 0.2% เช่นกัน
ทั้งสามถือเป็นเบอร์ 1, 2 และ 3 ของยูโรโซน ที่เป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญของทั้งภูมิภาค เมื่อทั้งสามชะลอตัวยูโรโซนก็ไม่เหลือครับ
กลับมาที่คำถามสำคัญ ยุโรปควรจะรัดเข็มขัด หรือกระตุ้น ความจริงแล้วปัญหานี้ไม่ใช่คำถามใหม่ แต่เป็นปัญหาเก่าๆ ที่เคยถกกันไปตั้งแต่สมัยวิกฤตหนี้ที่เริ่มจากกรีซคุกรุ่นอยู่
แต่วิถีทางที่ยุโรปเลือกใช้ก็คือ นโยบายรัดเข็มขัด และตัดลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าอย่างฝรั่งเศสเองก็มีนโยบายลดค่าใช้จ่ายเป็นระยะๆ ที่กระทบไปถึงประชาชนด้วยกันทั้งนั้น เช่น นโยบายขยายอายุการเกษียณ เป็นต้น
โดยในระยะ 4 ปีที่ผ่านมานี้ ผลจากการรัดเข็มขัดนั้นกลับเริ่มออกดอกออกผลในทิศทางตรงกันข้าม แทนที่สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของยูโรโซนจะดีขึ้น แต่กลับทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนเงียบเหงาลง และการใช้จ่ายในทุกๆ ภาคส่วนก็หงอยลงเช่นกัน จนทำให้เกิดปัญหาเงินฝืดอยู่ในทุกวันนี้ครับ
ยูโรโซนคงต้องกลับมาตั้งต้นคิดกันใหม่ว่าทางเลือกของการรัดเข็มขัดนั้นเหมาะสมและถูกต้องแล้วหรือยังครับ







