
เรื่องของตำนานขายสมบัติชาติ (1)
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นนโยบายที่ถูกคัดค้านและสร้างความเกลียดชังมากที่สุด ทั้งๆ ที่การแปรรูปถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผนที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) สมัยรัฐบาลเปรมฯ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นนโยบายที่ถูกคัดค้านและสร้างความเกลียดชังมากที่สุด ทั้งๆ ที่การแปรรูปถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผนที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) สมัยรัฐบาลเปรมฯ
หลักการคือ รัฐควรทำแต่ “สิ่งที่เอกชนทำไม่ได้ ทำไม่ไหว หรือไม่ยอมทำ” เพราะเศรษฐกิจแบบตลาดได้พิสูจน์แล้วว่าสร้างความเจริญให้กับประเทศและประชาชนธรรมดาๆ มากกว่าเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม หรือ “การวางแผนจากส่วนกลาง” แม้ในอดีตรัฐอาจต้องดำเนินบางกิจกรรมเองแต่เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาไประดับหนึ่งแล้ว เอกชนจะสามารถทำได้ดีกว่ารัฐ แปรรูปแล้วรัฐก็จะสามารถประหยัดทรัพยากร และมุ่งความสนใจไปในสิ่งที่ต้องเป็นรัฐทำเท่านั้น ให้ได้คุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐต้องกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจแพร่หลายใน 120 กว่าประเทศทั่วโลก กว่า 6 หมื่นรายการในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้คุณบรรยง พงษ์พานิช ถึงกับเขียนว่า “ถ้าการแปรรูปเป็นการ “ขายชาติ” จริง ทำไมมันถึงตั้งหน้าตั้งตาจะขายชาติกันทั้งโลกอย่างนี้ (วะ)”
คุณบรรยงเล่าถึงรายงานวิจัยของธนาคารโลกว่า พบหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันว่า ประเทศที่มีการแปรรูปมากได้ประโยชน์มากมาย อาทิ การยกระดับประสิทธิภาพของกิจการถึง 45 เท่า ทำให้คุณภาพของสินค้าบริการดีขึ้น ต้นทุนถูกลง และสินค้าบริการมีเพียงพอต่อความต้องการ การเพิ่มของอัตรา GDP และอื่นๆ รวมทั้งช่วยลดการคอร์รัปชั่นอีกด้วย
แม้การแปรรูปทั่วโลก 95% จะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีที่เป็นปัญหาบ้าง เป็นความวุ่นวายระยะสั้น แต่บ้างก็เป็นปัญหาจริงจัง เช่น มีการโอนอำนาจผูกขาดจากภาครัฐสู่เอกชน โดยไม่มีการสร้างองค์กรกำกับดูแล หรือปรับโครงสร้างให้มีการแข่งขัน บางกรณีก็มีการต่อต้านอย่างรุนแรง เช่น การแปรรูปการไฟฟ้าในอาร์เจนตินา ที่ลดการอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพราะประชานิยมกันมานานจนทำให้รัฐหมดทางเลือกเพราะเศรษฐกิจเสียหายมากแล้ว
บางกรณีมีการโอนทรัพย์สินรัฐในราคาที่ต่ำเกินควร ทำให้ประโยชน์ที่มิควรได้ตกอยู่กับเอกชนหรือนักการเมืองผู้มีอำนาจ เช่น ในรัสเซียและยุโรปตะวันออก กรณีนี้ฟังดูคุ้นหูคนไทย แต่จะเป็นจริงแค่ไหนคงต้องสะสางตำนานก่อน
การแปรรูปส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเพียงการปรับให้มีการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ แล้วนำไปเข้าในตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังไม่แปรรูปเต็มตัวให้เกิดการบริหารแบบเอกชนอย่างอิสระ ที่จะสร้างประสิทธิภาพและลดการคอร์รัปชั่นได้อย่างจริงจัง การบินไทยเป็นตัวอย่างโดดเด่นที่เป็นจริงไม่ใช่ตำนาน
ในกรณีของ ปตท.นักเศรษฐศาสตร์และผู้อยู่ในแวดวงพลังงานส่วนใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน จะเห็นว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ข้อบกพร่องที่รัฐบาลทักษิณไม่ยอมแยกระบบท่อ ไม่ออก พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน และไม่ตั้งหน่วยกำกับดูแลที่ถืออำนาจรัฐนั้น ได้ถูกแก้ไขเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ขั้นต่อไปคือการแยกท่อก๊าซที่ กพช.มีมติแล้ว แต่มีเสียงต่อต้านจากบางกลุ่มที่ไม่ยอมรับคำพิพากษาและการยืนยันของศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้ไม่เคยมีนโยบายใดๆ ที่จะให้ลดการถือหุ้นให้พ้นความเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะก่อประโยชน์ส่วนรวมดังที่กล่าวข้างต้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่าย “ทวงคืน” ปตท.ได้สร้างตำนานเรื่องราวว่ามีการ “ขายสมบัติชาติ” ตั้งแต่สมัยนายกฯ ทักษิณ แล้วร้อยเรียงการปฏิวัติของทั้ง คมช.และ คสช.เข้าไป โดยผูกเรื่องโยงใยด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง วันนี้มีพื้นที่ตีแผ่เพียงส่วนเดียว...
“การแปรรูป ปตท.ครั้งที่ 1 ในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งเคยกล่าวว่าจะขายหุ้นให้เอกชนเพียง 25% แต่ในที่สุดก็มีการขายหุ้นให้เอกชนครอบครองถึง 4849% ซึ่งเม็ดเงินที่เอกชนจ่ายเพื่อครอบครองหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของ ปตท. มีมูลค่ารวมกันเพียง 28,277 ล้านบาทเท่านั้น ...เอกชน...49%...ได้ส่วนแบ่งเงินปันผลเกือบ 5 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 12 ปีหลังการแปรรูป”
ความจริงคือ แรกเริ่มเขาจะขายหุ้น IPO 30% ขายจริง 30.7% ได้เงินราว 2.9 หมื่นล้านบาท ต่อมารัฐบาลทักษิณเล่นแร่แปรธาตุด้วยการตั้งกองทุนวายุภักษ์ เอาหุ้นรัฐวิสาหกิจออก “ขาย” รวมทั้งหุ้น ปตท. 15% แต่ความจริงเป็นการกู้ยืมเงิน เพราะมีเงื่อนไขว่าครบ 10 ปีแล้วผู้ซื้อจะต้องขายคืนให้กองทุนในราคาต้นทุนบวกดอกเบี้ยซึ่งคาดว่าจะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อคืนจึงจะสามารถขายคนอื่นในราคาตลาดได้
เมื่อครบ 10 ปีก็เป็นดั่งคาด กองทุนใช้สิทธิซื้อคืนในราคาที่กำหนด หลังจากนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำให้การขายหุ้นรัฐวิสาหกิจของวายุภักษ์ 2 เป็นขายเปิดจริงๆ แต่ยังไม่มีการขายออกไป เพราะจะเป็นเรื่องใหญ่แน่! ฉะนั้นหุ้น ปตท.ส่วนนี้จึงถือได้ว่ายังเป็นของรัฐ ที่ว่าเอกชนถือหุ้นเกือบครึ่งของ ปตท.จึงไม่จริง เพราะยังมีเพียงประมาณ 34%
แม้นเอกชนมีถึง 49% ก็จะต้องลงทุนมากกว่าที่กล่าวอ้างมาก แต่จะได้รับปันผลสะสมน้อยกว่าที่กล่าวอ้างมาก เพราะขนาดรัฐถือราว 66% รวมวายุภักษ์ยังได้ปันผลสะสมเพียง 2 แสนล้านบาทเศษ เอกชน 34% ได้ปันผลเพียง 1 แสนล้านบาทเศษ
ความเห็นเรื่องทิศทางของ ปตท. แตกเป็น 2 ขั้ว แต่ตราบใดที่ยังมีการปลุกเร้าชาตินิยมและประชานิยมด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ส่วนใหญ่ของสังคมที่อยู่ตรงกลางจะตัดสินใจไม่ถูกควรจะไปทางไหน
ความพยายามของฝ่ายทวงคืนคงจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย







