
ภารกิจที่น่าจะเร่งด่วนของรัฐบาลไทย
วันนี้ประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว อีกไม่นานคงมีรัฐบาลเต็มคณะชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
วันนี้ประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว อีกไม่นานคงมีรัฐบาลเต็มคณะชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ผมนั่งนึกถึงภารกิจที่รออยู่ของรัฐบาลใหม่แล้วเหนื่อยแทน และเนื่องจากเท่าที่พูดๆ กันอยู่คือ รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ประมาณ 1 ปี ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ เลยลองนึกดูภารกิจด้านเศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ รัฐบาลใหม่น่าจะเน้นภารกิจใดบ้าง
ขอไม่พูดเรื่องโครงการอภิมหาโปรเจกต์ทั้งหลายที่พูดกันมากแล้วว่าจะกู้ 2 ล้านล้านบาทบ้าง 3 ล้านล้านบาทบ้าง เพราะโครงการประเภทนี้คงไม่เสร็จภายในเวลา 1 ปีแน่ และถ้า 1-2 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจมีปัญหา โอกาสที่โครงการประเภทนี้จะเกิดคงไม่ง่ายอย่างที่ฝันวาดภาพไว้บนกระดาษ แค่เชื่อแน่ว่าโครงการพวกนี้คงได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิดไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลที่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปสะกิดเหมือนเตือนรัฐบาลอีก
แต่มีภารกิจหลายอย่างที่ผมคิดว่ารัฐบาลใหม่ไม่ควรมองข้ามและควรรับพิจารณาดำเนินการ
ก่อนอื่นขอเรียนท่านผู้อ่านนะครับว่า วันนี้ขอเสนอแค่โจทย์ให้รัฐบาลใหม่ลองเก็บไปพิจารณาดู ส่วนจะทำอย่างไรเป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่อาจเข้าไปก้าวล่วงคิดแทน
เรื่องแรกคือ เรื่องทำอย่างไรถึงจะทำให้หน่วยราชการสามารถใช้เงินงบประมาณที่กำลังจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ตกหล่น ไม่ค้างท่อ รอให้เหลือจนใกล้สิ้นปีงบประมาณจะได้มีเงินไปใช้ดูงานต่างประเทศในประเทศ จัดอบรม จัดสัมมนาเหมือนทุกปีที่ผ่านมา อย่าเอาแต่คิดกู้มากระตุ้นเศรษฐกิจเลยครับ ลองพยายามใช้เงินที่เก็บจากภาษีให้หมดตามงบประมาณที่ได้รับดีกว่าไหม
เรื่องที่สอง ทำอย่างไรจึงจะทำให้การใช้เงินเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและประชาชน สร้างธรรมาภิบาลที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในระบบราชการ ไม่ต้องถึงขนาดขจัดคอร์รัปชั่นเลยครับ เอาแค่ลดลงมาให้น้อยที่สุด พูดกันอย่างยอมรับความจริง คือ เอาแค่เกณฑ์ก่อนหน้ายุคนาทีทองร้อยละ 30 จ่ายล่วงหน้า ก็โมทนาสาธุได้แล้ว
ตรงนี้ขออนุญาตละเมิดกติกาที่ได้เรียนท่านผู้อ่านว่าจะไม่แสดงความเห็นว่ารัฐบาลใหม่ควรทำอะไร จะขอเสนอแค่โจทย์สักเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องกระบวนการสร้างระบบธรรมาภิบาลในการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ปกติบริษัทเอกชนทั่วไปจะมีผู้บริหารระดับสูงที่เรียกว่า ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Chief Financial Officer หรือ CFO เป็นคนดูแลเรื่องการเงินของบริษัทว่าจะจัดสรรเงินให้หน่วยงานไหนเท่าไร โครงการไหนควรได้รับเงินก่อนได้รับเงินหลังประเมิน ความคุ้มหรือไม่คุ้มของโครงการที่หน่วยงานที่ใช้เงินขอมา CFO จะไม่ลงมาทำงานด้านการค้าขายและการผลิตเอง เพราะจะทำให้กระบวนการบริหารการเงินของบริษัทไม่โปร่งใสและไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ในระบบราชการ ผมมองว่ารัฐมนตรีคลังคือ CFO ของรัฐบาล จึงควรมีหน้าที่โดยตรงที่จะทำหน้าที่เหมือน CFO ของธุรกิจเอกชน กล่าวคือเป็นผู้กำกับดูแลและประเมินความคุ้มทุนของโครงการที่หน่วยราชการอื่นๆ เสนอมา ไม่ควรทำโครงการใช้เงินที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารการเงินของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการประชานิยมเสียเองอย่างที่เกิดขึ้นในระยะหลัง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีคลังของประเทศค่อนข้างทำหน้าที่เป็น CFO อย่างเคร่งครัด จนมีคนกล่าวว่า รัฐมนตรีคลังที่ดีจะไม่มีคนชอบตอนอยู่ในตำแหน่ง แต่จะถูกระลึกถึงเมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
ผมเสนอให้เริ่มต้นแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายกันตรงจุดนี้ก่อน ผิดถูกอย่างไรก็แล้วแต่ท่านผู้มีอำนาจจะพิจารณาครับ
เรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่ต้องรีบพิจารณากำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจนและเร็วที่สุดอย่างช้าภายในเดือน ก.ย.ศกนี้ เรื่องที่ว่านี้คือเรื่องข้าว เพราะเดือน ต.ค. นี้จะเข้าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว อย่างไรเสียราคาข้าวในตลาดคงไม่ปรับตัวสูงขึ้นใกล้เคียงกับราคาที่รัฐบาลเก่าเคยรับจำนำได้หรือราคาประกันที่อีกรัฐบาลเคยจ่ายให้ชาวนา
ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรอย่างใด เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวทัน ถ้าจะจำนำแต่ลดราคาลงจะลดเท่าไร ถ้าจะประกันจะประกันอย่างไร ถ้าไม่รับจำนำ ไม่รับประกันรายได้ จะมีโครงการใหม่อะไรออกมาทดแทนที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ทัดเทียมกับที่เคยได้รับมาในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา
เรื่องที่สี่ คือ ทำอย่างไรจะช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่กำลังมีปัญหาขายของไม่ได้ขาดเงินทุนหมุนเวียน ธุรกิจต่างชาตินำซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนของตัวเองเข้ามาผลิตป้อนบริษัทแม่ โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากทางการไทย แทนที่จะส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้มีโอกาสอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกระบวนการผลิตเหมือนในประเทศอื่น เช่น ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น หรือแม้แต่มาเลเซีย ซึ่งเน้นการอุปถัมภ์ค้ำชูเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งขึ้นเป็นรากฐานในระบบการผลิตของประเทศ
เรื่องที่ห้า คือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างเขื่อนกั้นไม่ให้หนี้สินครัวเรือนไหลทะลุเกิน 80% ของจีดีพีไปจนคุมไม่อยู่ ทำอย่างไรจะทำให้ผู้ที่มีหนี้สินนอกระบบมีโอกาสปลดเปลื้องหนี้สิน
ผมนึกไม่ออกว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าประชาชนมีหนี้สินล้นพ้นตัวย่อมดิ้นผ่อนดอกไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าปลีกของคนไทยท่านหนึ่ง ซึ่งมักจะพูดอะไรตรงไปตรงมา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าขณะนี้การค้าในตลาดยังซบเซา เพราะประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะฟังท่าน แล้วรีบพิจารณาหาทางแก้ไข ไม่ต้องรอกู้ 2 ล้านล้านบาทเสร็จก่อนก็ได้
เรื่องที่หก ได้แก่เรื่อง ทำอย่างไรการส่งออกของประเทศถึงจะกลับมาอยู่ในสภาพที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้อีกครั้งหนึ่ง และในช่วงเวลาแห่งการปรับตัว (ซึ่งควรปรับตัวมาหลายปีแล้ว) จะมีมาตรการอะไรออกมาช่วยผู้ส่งออกให้สามารถขายสินค้าได้ มิฉะนั้นอัตราการเจริญเติบโตของตัวเลขการส่งออกของไทยคงไม่พลิกฟื้นกลับมาโตขึ้นเป็นเลข 2 หลักเหมือนในอดีตอีกอย่างแน่นอน
ประการสุดท้ายคือเรื่องพลังงาน ใครถูกใครผิดอย่างไร ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้วน่าจะสรุปข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ เพราะปัจจุบันผู้ที่ชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ด้านพลังงาน ต้องถือว่าเป็นแค่ผู้บริหารของบริษัทที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง จึงขาดน้ำหนักที่จะยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เห็นต่างในสายตาประชาชนทั่วไป
ทั้งหมดที่ว่าเป็นเรื่องที่เห็นง่ายๆ ใกล้ตัว แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ถ้าแก้ไขได้ จะทำให้ประเทศชาติเติบโตอย่างยั่งยืน ลดการคอร์รัปชั่น เสริมสร้างให้เกิดระบบธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องสลักไว้ในป้ายให้รกหูรกตา
แต่ผมสงสัยจริงๆ นะครับว่า เอาแค่ไม่กี่เรื่องนี้รัฐบาลจะมีเวลาทำทันพอหรือครับ ถ้าอยู่แค่ 1-2 เดือนจริง ยังไงๆ แบ่งเวลาจากการบริหารอภิมหาโปรเจกต์มาดูแลเรื่องเล็กๆ บ้างนะครับ







