posttoday
ระดมแบงก์รัฐอุ้มภาคเกษตรม็อบบุกกรุง

ระดมแบงก์รัฐอุ้มภาคเกษตรม็อบบุกกรุง

25 สิงหาคม 2557

ในสัปดาห์นี้คงจะได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของไทย

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในสัปดาห์นี้คงจะได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของไทย นโยบายสำคัญที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะเดินหน้าคือการบริหารจัดการภาคเกษตรที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย และการยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทยแบบยั่งยืน โดยมีเป้าหมายตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ คือ การปฏิรูปภาคเกษตรไทย

ภายใต้แนวคิดให้เลิกโครงการประชานิยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงการประกันรายได้ที่เคยใช้เงินในการจ่ายส่วนต่างราคาขายกับราคาที่รัฐบาลประกันปีหนึ่งตก 67 หมื่นล้านบาท และจะไม่ใช้วิธีอุดหนุนราคาและไม่รับซื้อสินค้าจากเกษตรกรมาเก็บสต๊อกของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก

คาดว่าจากนี้จะมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบออกมาชุมนุมเพื่อขอให้รัฐบาลช่วยพยุงราคา หรือใช้การจ่ายเงินผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เหมือนเคย ล่าสุดแนวร่วมเกษตรกรชาวสวนยางพาราเข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกผ่านศูนย์ดำรงธรรม จ.สุราษฎร์ธานี ถึงหัวหน้า คสช. ให้เร่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด พร้อมรอคำตอบภายใน 7 วัน ก่อนรวมตัวเคลื่อนไหวครั้งใหญ่แล้ว

ขณะที่พืชตัวอื่น เช่น ลำไย ลองกอง เงาะ ก็ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องการขยายพื้นที่เพาะปลูกมาก ราคาตก แถมถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา และตัวที่สำคัญ คือ ข้าว ที่อาจมีเกษตรกรมาชุมนุมเพื่อขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอุ้มพยุงราคา

แม้ คสช.จะบอกว่าไม่มีการจำนำและพยุงราคา แต่แนวทางการแก้ปัญหาก็ยังไม่หลุดวงโคจรให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. รวมถึงธนาคารออมสินเข้าไปปล่อยกู้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นการปล่อยกู้เพื่อรับซื้อผลผลิต เพียงแต่หนนี้ใช้วิธีการปล่อยกู้ผ่านสหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการที่ทำหน้าที่รับซื้อผลผลิตแทนรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการแบกรับสต๊อกสินค้าเกษตรไว้ในมือจำนวนมากๆ เช่น รัฐบาลที่ผ่านมาเพราะมาตรการที่ออกไป เช่น การลดต้นทุนการผลิต ขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดราคาปุ๋ยยาฆ่าแมลง ค่ารถไถ ไม่ถือเป็นการเกาถูกที่คัน

ล่าสุด คสช.และกระทรวงการคลังสั่งแบงก์รัฐปล่อยกู้เพื่ออุ้มภาคเกษตรแล้วไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท โดยมี ธ.ก.ส.เป็นเสาหลักในการปล่อยกู้ถึงมือเกษตรกร เช่น การปล่อยสินเชื่อ 3 หมื่นล้านบาท อุ้มยางพารา แยกเป็น ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันการเษตรนำไปรับซื้อยาง 1 หมื่นล้านบาท และอีก 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้สำหรับการปรับปรุงโรงงานแปรรูปยางแท่ง และสนับสนุนการซื้อยางมาแปรรูป ส่วนธนาคารออมสินปล่อยกู้ 1.5 หมื่นล้านบาท ให้กับโรงงานที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบในกลุ่มเอสเอ็มอี อาทิ โรงงานถุงมือยาง ล้อรถยนต์ โดย คสช.จะอุดหนุนดอกเบี้ยให้ 3%

สำหรับการแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำนั้นได้สั่งให้ ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ สถาบันเกษตรกร และผู้ค้ารายย่อยวงเงิน 1,184 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 4% สำหรับผู้ประกอบการและผู้ค้ารายย่อยและอัตราดอกเบี้ย 2% สำหรับสถาบันเกษตรกร เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมและแปรรูปเพื่อการส่งออก

จากที่ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส. ได้รับไฟเขียวให้ปล่อยกู้เกษตรกรพยุงราคาข้าว ในโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 3.57 ล้านราย ลงอีก 3% ต่อปี ให้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ได้รับชดเชยดอกเบี้ย 2,292 ล้านบาท มีเกษตรกรเข้าโครงการแล้วกว่า 2 ล้านราย โครงการสินเชื่อให้กลุ่มสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกรไปรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกเพื่อการจำหน่าย วงเงินสินเชื่อ 1.8 หมื่นล้านบาท และปล่อยกู้อีก 2,000 ล้านบาท เพื่อแปรรูปข้าวเพิ่มมูลค่า รวมถึงโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี สามารถกู้ไปใช้จ่ายในครัวเรือนและภาระหนี้สินได้ไม่เกินรายละ 3 แสนบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2557 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558 เป้าหมายในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหลือ จำนวนข้าวเปลือกหอมมะลิ 1.5 ล้านตัน วงเงินสินเชื่อ 1.72 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินทุน ธ.ก.ส. และรัฐเป็นผู้ชดเชยต้นทุนเงินในอัตรา FDR+1

อีกทั้งยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Chain) ตามห่วงโซ่อุปทาน ปล่อยกู้ 6.5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในพืชเศรษฐกิจ 9 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพลังงานทดแทน ยาสูบ และโคเนื้อ ปล่อยกู้สูงสุดต่อรายถึง 3 ล้านบาท และยังปล่อยกู้ให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย นำไปจ่ายเพิ่มค่าอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 ในอัตรา 160 บาท/ตัน โดยจ่ายตรงให้กับชาวไร่อ้อยในทุกตันอ้อยที่ส่งเข้าหีบในโรงงานน้ำตาลทรายวงเงินกู้ 1.65 หมื่นล้านบาท คิดดอกเบี้ยในอัตรา MLR0.75/ปี

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการปล่อยกู้ดังกล่าวส่วนหนึ่ง คือ การพยุงราคา แต่ก็ถือเป็นการเข้าแทรกแซงที่ไม่ทำให้กลไกตลาดพังเสียหาย เช่น การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทั้งนี้ การอัดเงินสินเชื่อถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลเร็ว เพราะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ส่วนมาตรการระยะยาวที่ คสช. กำลังดำเนินการอยู่ คือ การทำร่างยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า เป็นโรดแมป คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรทั้ง 4 ชนิดให้เกิดความสมดุล มั่นคง มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เช่น กรณีของยางพารา มีการเสนอการสร้างสมดุลโดยลดปริมาณน้ำยาง หลังประเทศจีนลดการพึ่งพาการนำเข้าจากไทย แต่หันไปส่งเสริมการปลูกในลาว กัมพูชา และพม่า มีพื้นที่เท่าไทยทั้งประเทศ แล้วหันส่งเสริมแปรรูปจากยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยดึงเงินจากค่าธรรมเนียมเก็บจากผู้ส่งออกยางมาให้ในการพัฒนา และต้องควบคุมพื้นที่การปลูกยางให้ลดลง

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติล่าสุดว่า การปฏิรูปภาคเกษตรต้องเกี่ยวพันทั้ง 3 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ ดูแลเรื่องการผลิต กระทรวงพาณิชย์ค้าขาย กระทรวงการคลังเก็บภาษี โดยต้องมีการวางแผนตั้งแต่การปลูก แปรรูป ขาย กระทรวงการคลังก็ต้องไปดูกฎกติกาว่าภาษีจะทำอย่างไร จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรัฐเท่าไร บางอย่างต้องสร้างแรงจูงใจ ตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่ต้องคุยกันมากกว่าการที่จะดูว่าพอราคาตกต่ำแล้วต้องมาพยุงราคา (Subsidize) เมื่อไหร่จึงจะพอ ไม่มีเงินไปทำอย่างอื่น เพราะทุกคนต้องการหมด ต้องการรถไฟฟ้า ต้องการรถไฟทางคู่ แหล่งน้ำ แต่เงินทั้งหมดต้องมาพยุงราคา ซึ่งทำมายาวนานและต้องลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลง เพื่อที่ให้ทันเวลาที่เราจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษกิฐอาเซียน หรือเออีซี ด้วย

จะเห็นว่าการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำคงต้องใช้มาตรการหลายอย่างมาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างภาคเกษตร การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการหาตลาดส่งออกใหม่ๆ รวมถึงการแทรกแซงราคาที่เหมาะสม ถือว่าเป็นมาตรการระยะสั้นที่ยังมีความจำเป็นต่อภาคการเกษตรต่อไป จนกว่า “รัฐบาลใหม่” จะปฏิรูปภาคเกษตรได้ตามที่วาดฝันไว้ ก็คงถึงเวลาที่เกษตรกรไทยจะหลุดพ้นโครงการประชานิยมอย่างแท้จริงเสียที

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ