posttoday
อภิปรายไม่ไว้วางใจ เฮือกสุดท้าย...ฝ่ายค้าน

อภิปรายไม่ไว้วางใจ เฮือกสุดท้าย...ฝ่ายค้าน

31 พฤษภาคม 2553

8...ทีมข่าวการเมือง

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองวกกลับมาสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หลังจากการปักหลักชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงกว่า 2 เดือนต้องปิดฉากลง ตามมาด้วยการเข้ามอบตัวของบรรดาแกนนำ ที่ไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้นายกฯ ต้อง “ยุบสภา” ตามเป้าหมายการชุมนุมได้

การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงกลายเป็น “ความหวัง” ครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งรับไม้ต่อจากกลุ่มเสื้อแดง อาศัยจังหวะสุกงอมหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเข้ามาขยายแผลในสภาผู้แทนราษฎร แม้ท่าทีก่อนหน้านี้จะไม่สามารถหาข้อสรุปลงตัว ชนิดที่มีมติกลับไปกลับมา

ทว่า เมื่อสถานการณ์เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการต่อสู้ข้างถนนไม่สามารถ “ปิดเกม” ให้นายกฯ ต้องตัดสินใจ “ยุบสภา” เงื่อนไขที่เคยวิตกว่าการยื่นอภิปรายจะเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้จึงหมดไป ส่งผลให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง

ยิ่งในเงื่อนเวลา ที่หากพลาดพลั้งตกขบวนไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงประชุมสมัยวิสามัญตอนนี้ ฝ่ายค้านคงต้องรอไปอีกเกือบปีกว่าจะมีโอกาสได้ใช้เวทีสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ศึกซักฟอกเที่ยวนี้ จึงถือเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยที่จะได้ออกแรงเขย่า “รัฐบาล” ในวันที่เพลี่ยงพล้ำไปกับการสลายการชุมนุม จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากเป็นประวัติกาล ในเมื่อหากพลาดโอกาสหนนี้ นอกจากจะต้องรอไปอีกนานนับปี “หัวเชื้อ” ในการอภิปรายก็อาจจะเริ่มเลือนรางหายไปจนยากจะจุดติด

แน่นอนว่าผลลัพธ์สุดท้ายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล “ฝ่ายค้าน” เองก็มิได้คาดหวังให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องหันมาลงมติ “ไม่ไว้วางใจ” เมื่อทราบดีว่าพรรคร่วมรัฐบาลในวันนี้ยังไม่พร้อมจะแตกหักกระโดดหนีเอาตัวรอด

ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของพรรคเพื่อไทย จึงอยู่ที่การ “ดิสเครดิต” รัฐบาลผ่าน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การทุจริตและการใช้งบประมาณไปในทางที่ไม่ชอบ และ 2.การปราบปรามประชาชน โดยพุ่งเป้าไปยัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

เป้าแรกกับการใช้กำลังสลายการชุมนุมทั้งเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน มากกว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในหลายๆ ครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนายกฯ และรองนายกฯ แทนที่จะถูกกดดันจนไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ ตรงกันข้ามกลับมีแรงหนุนให้กำลังใจจากกลุ่มต่างๆ ให้ทำหน้าที่ต่อไป

การอภิปรายเที่ยวนี้จึงเป็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้ใช้สื่อของรัฐ ชี้แจงถึงเหตุการณ์ มุมมองที่เกิดขึ้น ในฐานะของฝั่งเสื้อแดง โดยเฉพาะ จตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วนเพื่อไทย ในฐานะแกนนำเสื้อแดง ที่รับหน้าที่นำทีมฉายภาพ “ผู้นำมือเปื้อนเลือด” หลังจากปล่อยให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) รุมกระหน่ำชี้แจงข้อมูลจากฝั่งรัฐด้านเดียวในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อช่องทางการสื่อสาร “กระบอกเสียงแดง” ล้วนถูกระบวนการของรัฐเข้าไปจัดการในช่วงระหว่างการชุมนุมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ วิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนนำมาสู่ “สงครามคลิป” ที่แต่ละฝ่ายล้วนนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเผยแพร่ผ่านซีดี และอินเทอร์เน็ตชี้แจงเหตุการณ์ตอบโต้กันไปมาตามมุมมองฝั่งตนเอง

สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงในการอภิปรายจึงอยู่ที่บรรดาคลิปต่างๆ ที่ฝ่ายค้านจะนำมาประกอบการอภิปราย ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำมือเปื้อนเลือด ถ่ายทอดสดตรงไปยังประชาชน จนเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องของคลิปก่อนจะนำมาใช้ในการอภิปราย แต่สุดท้ายฝ่ายค้านก็ยังไม่ส่งคลิปให้คณะกรรมการตรวจสอบ

เพราะสุดท้ายแง่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านการอภิปรายคงเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าใครถูกใครผิด เมื่อที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผล และหลักฐาน ภาพ คลิป ประกอบการอภิปราย ชี้แจง หักล้างซึ่งกันและกัน หนำซ้ำยังมีกระบวนการคู่ขนาน ผ่านคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่นายกฯ กำลังหาคนกลางมาทำหน้าที่ และเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริง

สำหรับประเด็นทุจริตของรัฐบาล “ไม้เด็ด” ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แม่ทัพนำศึกซักฟอกครั้งนี้ฉายหนังตัวอย่างให้จับตาดูของจริงเวลา 15.00 น. วันที่ 1 มิ.ย. กับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่บางซื่อ ซึ่ง บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ชนะการประกวดราคาในวงเงิน 1.53 หมื่นล้านบาท

นอกจาก โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ที่หนีความรับผิดชอบไปไม่พ้นแล้ว งานนี้ยังกระทบชิ่งไปถึงบิ๊กซิโนไทย อย่าง ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนำซ้ำยังพัวพันไปถึง สุเทพ ในฐานะคนชงเรื่องเข้า ครม. ในวันที่นายกฯ อภิสิทธิ์ นั่งเป็นประธานในที่ประชุม จึงได้แต่ต้องรอดูรายละเอียดว่าหมัดนี้จะสามารถเขย่ารัฐบาลได้แค่ไหน

ยังไม่รวมกับเรื่องอื้อฉาวในกระทรวงมหาดไทยภายใต้การดูแลของ “ชวรัตน์” โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการประมูลเช่าระบบคอมพิวเตอร์ ในงานด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ วงเงินงบประมาณ 3,500 ล้านบาท ไปจนถึงโครงการจัดซื้อปืนให้อาสาสมัครพื้นที่ภาคใต้ของกรมการปกครองที่ราคาสูงกว่าความเป็นจริงมากตามที่ กรรมาธิการทหาร สภา เคยออกมาท้วงติง ไปจนถึงเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในมหาดไทย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

แม้สุดท้ายในการลงมติชัดเจนแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่กล้าแหกโผออกมาโหวตไม่ไว้วางใจนายกฯ แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการอภิปราย คืออาฟเตอร์เอฟเฟกต์ ที่จะก่อตัวเป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญของรัฐบาล ซึ่งหากไม่สามารถจัดการแก้ไขได้อย่างเหมาะสมก็จะกลายเป็นหัวเชื้อที่สั่งสมความรุนแรงรอวันระเบิด

เพราะประเด็นความไม่โปร่งใส ย่อมส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีของอภิสิทธิ์ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนกลายเป็นหนึ่งในกฎเหล็ก 9 ข้อ และมีตัวอย่างให้เห็นถึงการเอาจริง ไม่ว่าจะเป็น วิฑูรย์ นามบุตร ที่ต้องตกเก้าอี้ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะพิษปลากระป๋อง และวิทยา แก้วภราดัย ที่ต้องสังเวยเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข ให้กับโครงการไทยเข้มแข็งมาแล้ว

งานนี้จึงต้องวัดใจนายกฯ อีกครั้งว่าจะรักษาความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎเหล็กได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่คอยค้ำยันเก้าอี้ของอภิสิทธิ์ ให้อยู่รอดมาจนถึงวันนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ