ทุบขาหุ้นปฏิรูปเสี่ยง น้ำผึ้งหยดเดียว
สุ่มเสี่ยงบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว!!!
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สุ่มเสี่ยงบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว!!!
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน เข้าควบคุมตัวเครือข่าย “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” นับสิบคนขึ้นรถบัสไปค่ายเสนาณรงค์ ระหว่างพักรับประทานอาหารที่ปั๊มน้ำมัน จ.สงขลา ภายหลังการเข้าเจรจาของทหาร มทบ. 42 ขอให้ทางเครือข่ายยุติการเคลื่อนไหวไม่เป็นผล
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้เครือข่ายหยุดการเคลื่อนไหว เดินเท้าจากหาดใหญ่ จ.สงขลา ไปกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลเป็นการขัดคำสั่ง คสช. ห้ามมิให้ชุมนุมทางการเมือง และให้ทำหนังสือเสนอประเด็นความต้องการแทน ก่อนจะเปิดเวทีรับฟังปัญหาต่อจากนี้
แน่นอนว่าภายใต้ “กฎอัยการศึก” คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือจัดการกับทุกเรื่อง แต่อีกด้านหนึ่งถือเป็น “ดาบสองคม” ส่งผลรุนแรงกลับมายัง คสช. หากใช้ผิดที่ผิดทาง
ก่อนหน้านี้ คสช.เคยกระชับอำนาจในมือด้วยการ “เชือดไก่” สกัดกลุ่มต้านรัฐประหารอย่างกลุ่มคนกินแซนด์วิช อ่านหนังสือ 1984 ตามที่สาธารณะ
ครั้งนั้น ถึงจะก่อตัวเป็นแรงเสียดทาน แต่ยังไม่รุนแรง เพราะแม้จะเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ถือเป็นการแสดงออกทางความเห็นทางการเมืองที่มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ต่างจากกรณี “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เพื่อเป้าหมายประโยชน์สาธารณะ
ด้วยรูปแบบวิธีที่เคลื่อนไหวสงบ “เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ” 1,400 กม. จากสงขลามากรุงเทพฯ กระตุ้นให้ประชาชนออกมารวมตัวคู่ขนานไปกับการจัดเวทีให้ความรู้เรื่องพลังงาน พร้อมชักชวนให้ “ขาหุ้น” คนทั่วไปได้ร่วมลงชื่อ
อีกทั้งมีข้อเสนอตามแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ชัดเจน ขอให้เปลี่ยนระบบสัมปทานปิโตรเลียมเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด ขอให้จัดตั้งบริษัทแห่งชาติควบคุมปิโตรเลียม ให้ประชาชนได้ใช้ก่อนในราคาที่เป็นธรรม
รวมทั้งขอให้แบ่งพื้นที่ปิโตรเลียมและพื้นที่ผลิตอาหาร การท่องเที่ยวให้ชัดเจน เพื่อการพัฒนาที่สมดุล และขอให้ปลดโรงไฟฟ้าถ่านหินจากแผนผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
การใช้อำนาจเด็ดขาดเข้าควบคุมการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนครั้งนี้ จึงย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.เอง โดยเฉพาะเวลานี้จำเป็นจะต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนทั่วประเทศ ไม่ใช่การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ คสช.
ยิ่งเวลานี้สังคมกำลังเกิดความเคลือบแคลงในประเด็นการ “ปฏิรูปพลังงาน” ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ประเทศมหาศาล
ภายหลังปรากฏชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่นั่งอยู่ในคณะกรรมการสรรหา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนสังคมออกมาตั้งคำถามว่ากลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดคัดค้านบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จะถูกเลือกเข้ามาเป็น สปช. สัดส่วนปฏิรูปพลังงานหรือไม่
การควบคุมตัวเครือข่ายประชาชนครั้งนี้ จึงกระตุ้นให้สังคมหันมาจับตาการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็จขาดของ คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง “อำนาจทับซ้อน” ที่เป็นอยู่จะยิ่งเป็นปัญหา หากใช้อำนาจเกินความจำเป็น
เมื่ออำนาจตามขอบเขตของนายกรัฐมนตรีนั้นจะถูกควบคุมด้วยระบบตรวจสอบถ่วงดุล แม้กลไกการถ่วงจะเป็นอำนาจที่ คสช.สร้างขึ้นมาเองก็ตาม การจัดการปัญหาต่างๆ จึงต้องดำเนินการตามกลไก ตามระบบที่ควรจะเป็น ไม่ควรใช้ทางลัดหรืออำนาจพิเศษใดๆ ที่จะทำให้การแก้ปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับในที่สุด
ในขณะที่บรรยากาศบ้านเมืองซึ่งก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ตามโรดแมป คสช. ปัญหาต่างๆ เริ่มผุดมาจ่อคิวรอให้ตามแก้ไข และหลายเรื่องล้วนแต่เปราะบางและท้าทายฝีมือนายกฯ ประยุทธ์
เริ่มตั้งแต่ “กฎอัยการศึก” ที่ประกาศต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร หากยังคงไว้เพื่อความคล่องตัวในการควบคุมสถานการณ์ความสงบ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบริหารประเทศ โดยเฉพาะกับภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ
หรือหากยกเลิกกฎอัยการศึกในวันที่ยังไม่มั่นใจว่าควบคุมสถานการณ์ได้ ย่อมจะยิ่งกลายเป็นปัญหาต่อการบริหารงาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องช่างน้ำหนักอย่างรอบด้าน
เมื่อสิ่งที่ คสช.กำลังจะเผชิญหน้าหลังการประกาศกฎอัยการศึก คือ กลุ่มต้านรัฐประหาร ซึ่งจะเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวได้เปิดเผยมากขึ้น หลังจากที่ถูกกฎหมายคุมเข้มเอาไว้ และนั่นจะยิ่งเป็นแรงเสียดทานต่อการบริหารของรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ
ยังไม่รวมกับมวลชนจากกลุ่มต่างๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ทั้งกลุ่มเกษตรกร ที่จะออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ทั้งข้าว ปาล์ม ยางพารา ฯลฯ
ควบคู่ไปกับการบริหารประเทศที่จะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ดูแลค่าแรง ควบคุมราคาข้าวของ เงินเฟ้อ ที่เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาล หากบริหารเศรษฐกิจมีปัญหาย่อมจะกระทบทำให้ทุกอย่างมีปัญหามากยิ่งขึ้น
ถัดมาคือเรื่องกฎหมายที่จ่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.หลายเรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปที่จะทำคู่ขนานกันไป ซึ่งหนึ่งในนั้นย่อมมีกฎหมายของภาคประชาชนที่เคยเสนอไว้หรือเสนอผ่านมาทาง สปช. สนช.
ทว่าสัญญาณจากการจัดการเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะกับภาคประชาสังคม จนเสมือนมีธงไว้ล่วงหน้าจาก คสช.
สุดท้ายย่อมทำให้กฎหมายต่างๆ เหล่านี้เรื่อยไปจนถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเกิดปัญหาไม่ยอมรับ เพราะมาจากคณะรัฐประหาร ทำให้ทุกอย่างวนกลับมาอยู่วังวนเช่นเดิม
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นจุดเปราะบางที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องระมัดระวังในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อจากนี้ รวมทั้งยังต้องย้ำเตือนตัวเองด้วยคำพูดที่เคยกล่าวไว้ว่า “การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องทำตัวเองให้เล็กลง”







