
คสช.ทำได้
3 เดือนผ่านไปนับแต่ คสช.ยึดอำนาจ หลายสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งมาจากเลือกตั้งทำไม่ได้ แต่ คสช.ทำได้ ทั้งที่ใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน องค์กรของรัฐเดียวกัน ทำไมรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำไม่ได้ แต่รัฐบาลทหารที่มาจากการยึดอำนาจกลับทำได้ อย่างน้อยก็ทำได้แล้วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนมีความหวังว่า รัฐบาลทหารจะช่วยทำให้บ้านเมืองดีขึ้นกว่าก่อน หาก คสช.สามารถรักษาความพอใจของประชาชนไว้ในระดับสูงได้ต่อไป แรงกระแทกต่อ คสช.ก็มีน้อย
3 เดือนผ่านไปนับแต่ คสช.ยึดอำนาจ หลายสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งมาจากเลือกตั้งทำไม่ได้ แต่ คสช.ทำได้ ทั้งที่ใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน องค์กรของรัฐเดียวกัน ทำไมรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำไม่ได้ แต่รัฐบาลทหารที่มาจากการยึดอำนาจกลับทำได้ อย่างน้อยก็ทำได้แล้วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนมีความหวังว่า รัฐบาลทหารจะช่วยทำให้บ้านเมืองดีขึ้นกว่าก่อน หาก คสช.สามารถรักษาความพอใจของประชาชนไว้ในระดับสูงได้ต่อไป แรงกระแทกต่อ คสช.ก็มีน้อย
คดีความมั่นคงหนึ่งในหลายเรื่องที่ คสช.ทำได้ คือ การติดตามจับกุมผู้ที่จาบจ้วง ล่วงละเมิด ดูถูก หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท ตามมาตรา 112 กฎหมายอาญา ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเรือนยิ่งลักษณ์ อาทิ การแสดงละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” โดย “กลุ่มประกายไฟ” บนเวทีหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค. และคืนวันที่ 13 ต.ค. 2556 ในงานรำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งผู้แสดงใช้คำพูดที่จัดเตรียมไว้แล้วในลักษณะเสียดสี จาบจ้วง ดูถูกดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ที่ใครได้ชมได้ฟังก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน แม้ประชาชนได้เรียกร้อง เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพราะมีหลักฐานทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคล มีวิดีโอบันทึกภาพและเสียงชัดเจน สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลที่กระทำผิดได้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากนั้น ในหนังสือจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรของรัฐ ปรากฏบทความและข้อความที่ผู้เขียนจงใจที่จะเขียนจาบจ้วง เสียดสี ดูถูกดูหมิ่นซึ่งผิดตามมาตรา 112 ค่อนข้างชัดเจน แต่ตำรวจก็ไม่ทำอะไร หน่วยงานที่สนับสนุนด้านการเงินในการจัดทำหนังสือดังกล่าว เช่น ปตท. และ กฟผ. กสทช. เป็นต้น ต่างร้อนตัวไปตามๆ กัน เพราะไม่ได้ตรวจสอบบทความดังกล่าว เนื่องจากไม่คาดคิดว่าจะมีข้อความที่ขัดกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งอนุญาตให้ใช้หอประชุมในการจัดงานตามปกติทุกปี ก็ไม่ทราบในเรื่องนี้ ที่น่าสังเกตคือ ละครดังกล่าวแสดงในวันที่ 6 ต.ค. และพบคำพูดที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังปล่อยให้แสดงในงานรำลึก 14 ต.ค. ซ้ำอีก
แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ กรณีของนายเอกภพ เหลือรา อดีตนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ขึ้นกล่าวคำปราศรัยที่เวทีคนเสื้อแดงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง และที่เวทีสนามกีฬาราชมังคลาฯ ซึ่งเป็นเวทีชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง จาบจ้วง ล่วงละเมิด ดูถูก ดูหมิ่น หมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรงและชัดเจนชนิดที่ใครฟังก็ทนฟังไม่ได้ แต่ผู้มาชุมนุมกลับแสดงอาการพออกพอใจ ตะโกนเชียร์ ปรบมือกันเกรียวกราว ต่อหน้าแกนนำพรรคการเมืองหลักของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีรัฐมนตรีและ สส.พรรครัฐบาลร่วมอยู่ด้วย หลังกล่าวคำปราศรัยยังมีการมอบเงินจำนวนมากให้กับนายเอกภพ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความพอใจต่อคำพูดดังกล่าว
มีการวิเคราะห์ว่า นายเอกภพได้รับการฝึกอบรมให้เป็นนักพูด นักโต้วาที มาเป็นอย่างดีในการพูดเสียดสี จาบจ้วง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าใจว่าฝ่ายล้มเจ้ามีการผลิตนักพูดแบบนี้ออกมาหลายคน คนไหนถูกจับ อีกคนก็ทำหน้าที่ต่อไป ในขณะที่ตำรวจมีสายมากมายในที่ชุมนุม บันทึกภาพนิ่งและวิดีโอคำพูดทั้งหมด มีพยานบุคคล พยานวัตถุมากมาย มีประชาชนพร้อมที่จะเป็นพยานเพิ่มเติมให้ แต่ตำรวจไม่ทำอะไร โดยอ้างคำเดียวว่ากำลังดำเนินการ ปล่อยให้นายเอกภพหนีไปพักผ่อนอย่างสบายใจอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ไปไหนมาไหนได้สบายโดยไม่ต้องกลัวถูกจับกุม เพราะมีคนในเครื่องแบบที่ไม่ใช่สีเขียวระดับสัญญาบัตร 2 คนให้ความคุ้มกัน ซ้ำยังโพสต์ภาพตัวในเฟซบุ๊กเย้ยตำรวจเสียอีก สอบถามทีไรตำรวจก็บอกว่ากำลังหาตัว จนกระทั่งนายเอกภพหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน มีเสียงพูดกันว่า เจ้าหน้าที่เป็นคนส่งตัวนายเอกภพออกไป เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกสังคมและทหารกดดันมาก นายเอกภพคงดีใจที่ได้ไปอยู่ร่วมกับอดีตข้าราชการกระทรวงต่างประเทศคนหนึ่งซึ่งเป็น “ไอดอล” ของเขา ที่เจอคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นกัน และหนีไปพักอย่างสะดวกสบายในประเทศนั้น แต่ปัจจุบันรัฐบาลประเทศนั้นซึ่งดูแลอำนวยความสะดวกให้อย่างดี ขอร้องให้เขาออกจากประเทศไปก่อน เพราะไม่อยากมีปัญหากับ คสช.
ในวุฒิสภาชุดที่ผ่านมา “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์” ซึ่งมี พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ เป็นประธาน ได้เชิญผู้แทนตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวแทนจากกระทรวงไอซีที มาชี้แจงถึงความคืบหน้าในการดำเนินการต่อขบวนการ บุคคลที่จาบจ้วง ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งระยะหลังกระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นทุกที แต่เชิญมากี่ครั้ง คำตอบที่ได้คือ กำลังดำเนินการอยู่ จนเป็นที่เข้าใจว่า เจ้าหน้าที่รัฐขณะนั้นไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเกรงใจหรือเกรงกลัวรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่พอ คสช.ยึดอำนาจ ตำรวจสามารถจับกุมนักศึกษาและผู้จัดแสดงละครที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ ดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาล ส่วนกรณีนายเอกภพนั้นยังจับกุมไม่ได้ หากยังอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงการต่างประเทศสามารถขอให้ส่งตัวกลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้
หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า ทำไมในช่วงรัฐบาลพลเรือนยิ่งลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง ตำรวจทั้งนครบาล สันติบาล กองปราบปราม กระทรวงไอซีที และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จับคนทำผิดไม่ได้สักคน ทำไมพอ คสช.ยึดอำนาจและบริหารประเทศ ตำรวจกลับจับได้ ทั้งที่เป็นคดีเดียวกัน ผู้กระทำผิดเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ตำรวจก็เป็นตำรวจจากองค์กรเดียวกันคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้กฎหมายฉบับเดียวกันคือ กฎหมายอาญา ไม่ได้ใช้กฎอัยการศึกแต่อย่างใด ทำไม ทำไม และทำไม
หรือตำรวจเกรงว่าหากทำไปจะไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลชุดก่อน ทำแล้วอาจมีปัญหาต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง แต่ถ้าร่วมมือกับ คสช. ผลจะตรงกันข้าม บางคนบอกว่า เพราะนายตำรวจใหญ่กำลังแข่งกันเร่งโชว์ผลงานโดยมีตำแหน่ง ผบ.ตร.เป็นเดิมพัน ถ้าเช่นนั้นการบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจก็ไม่ตรงไปตรงมา แล้วคนไทยจะฝากความหวังไว้กับตำรวจได้อย่างไร โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆ เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติเช่นนี้
เวลานี้มี “คนไทยล้มเจ้าในอเมริกา” กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจ ได้ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง เปิดเผย กระทรวงไอซีที ภายใต้รัฐบาล คสช. จะแสดงผลงานแบบตำรวจได้บ้างหรือไม่ หรือจะแก้ตัวไปเรื่อยๆ อีกทั้งสังคมกำลังตั้งข้อสังเกตไปยังผู้บริหารองค์กรรัฐว่า การเลื่อนชั้นตำแหน่งของข้าราชการจะดูกันที่ผลงานเชิงวิชาการอย่างเดียว หรือนำพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอันเป็นที่ประจักษ์ชัดมาพิจารณาประกอบด้วย







