
สิ่งที่"ประยุทธ์"ต้องเผชิญ
อย่าลืมว่านี่คือประเทศไทย ประเทศซึ่งอุดมด้วยสารพันปัญหา ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ต่างเพรียกหานายกฯอย่างพร้อมเพียง
โดย...ขำ เคืองใจ
เช้าวันที่ 21 ส.ค. 57 บันทึกการเมืองไทยต้องจารึก ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอาไว้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 191 เสียง ชนิดที่คงไม่มีใครหาญกล้าลงมติไม่เห็นชอบ
จากผู้บัญชาการทหารบก มาสู่บทบาทหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ด้วยการประกาศเข้าควบคุมอำนาจการบริหารแผ่นดิน จะถูกทาบทับด้วยตำแหน่งสูงยิ่งในฐานะ "ผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศไทยคนที่ 29"
ภาพคุ้นตาชินใจ นายพลทหารผู้มีเสียงดังฟังชัด สั่งการตรงไปตรงมา สะกดให้ลูกน้องขุนทหาร ข้าราชการต้องเงียบงัน กำลังจะเผชิญอีกสถานการณ์หนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ ผบ.ทบ. ดูแลกองทัพ ไม่ใช่แค่หัวหน้าคสช. คอยรายงานผ่านรายการคืนความสุขคนในชาติ แต่เป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ผู้กำหนดนโยบายบริหารประเทศทุกๆด้านในช่วงเวลาจำกัด
แม้คนเป็นนายกฯ จะมีชื่อซ้ำกับ หัวหน้าคสช. แต่บทบาทหน้าที่ต่างกันแน่ โดยเฉพาะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 19 กำหนดให้นายกฯและครม. ต้องดำเนินการให้มีการปฏิรูปด้านต่างๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ
เป็นไฟท์บังคับที่ถึงขนาดต้องกำหนดภารกิจนายกฯและครม.ชุดนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว แตกต่างจากนายกฯ ในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า นายกฯคนที่ 29 ต้องปฏิบัติภารกิจเพียงแค่มาตรา 19 เท่านั้น
อย่าลืมว่านี่คือประเทศไทย ประเทศซึ่งอุดมด้วยสารพันปัญหา ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ต่างเพรียกหานายกฯอย่างพร้อมเพียง
หน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ริมฟุตบาทจนถึงกลางถนน เป็นสถานที่อันอบอุ่นของมวลมหาประชาชนที่เดือดเนื้อร้อนใจ ตั้งแต่ ม็อบคนพิการ ม็อบเรียกร้องโควต้าล็อตเตอรี่ไม่เป็นธรรม ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ข้าว อ้อย ยางพารา ปาล์ม น้ำมัน ลำไย ลองกอง เงาะ มังคุด ไข่ไก่ มะนาว ฯลฯ แม้แต่ ปัญหาข้าวของแพง ก็หนีไม่พ้นขึ้นป้าย “ นายกฯช่วยด้วย”อย่างแน่นอน
หัวหน้ารัฐบาล คงไม่ใช่เอาแต่เดินสายแนะนำตัวกับกลุ่มประเทศอาเซียน ตามด้วยเอเชีย ยุโรป ( ยังไม่รู้ว่ามีประเทศใดบ้างเตรียมพร้อมต้อนรับแล้ว) หรือเอาแต่เปิดประตูตึกไทยคู่ฟ้า ให้ทูตานุทูต นายพลทหารต่างบ้านต่างเมืองเข้าเจรจาสานสัมพันธ์ จนลืมภารกิจเปิดจดหมายร้องทุกข์ ฟังคอลเซนเตอร์ 1111 ที่มีมาเป็นหมื่นๆเรื่อง ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคสช. เคยเล่าผ่านรายการคืนความสุข
และก็ไม่ใช่แค่รับบทเป็นประธานตัดริบบิ้นเปิดงานโอท็อป ล็อคหมายเป็นประธานพิธีมอบรางวัลสตรี หรือ เอกบุรุษดีเด่นแห่งปี จิบไวน์เต้นรำ งานกาลาดินเนอร์เหมือนรัฐบาลในอดีต แต่ยังต้องขึ้นเวทียืนบนโพเดียมแสดงวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ ชี้ทิศทางประเทศ โดยจะมีหรือไม่มีสคริปก็ตาม
ขาดเสียไม่ได้ คือการตรวจราชการ ลงพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะนี่คือจุดเชื่อมการสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดรัฐบาลกับประชาชน
จริงอยู่ยังไม่มีการเลือกตั้ง และ คนในรัฐบาลยังไม่ได้ตั้งพรรคทหาร ที่ต้องหาเสียงสร้างฐานทางการเมือง แต่ในภาวะของการสร้างบรรยากาศคืนความสุขสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ทุกกลุ่มสี ก็ไม่ใช่แค่ให้เหล่าแม่ทัพนายกองลงไปสานสัมพันธ์แล้วรายงานเบื้องบน แต่สำหรับคนเป็นนายกฯจำเป็นอย่างยิ่งต้องลงไปสัมผัสรับรู้ปัญหาด้วยตัวเองบ้าง อาจไม่ถึงขนาด ผุดไอเดีย "ครม.สีเขียวสัญจร" หรือ “ท็อปบู้ทค่ำไหนนอนนั้น” เหมือนอย่างรัฐบาลพลเรือน แต่ต้องตระหนักจะมีรูปแบบอย่างไร สร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชนให้ได้ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวประเทศ
“จะใช้วิธีบริหารแบบทหาร” เป็นคำกล่าวของหัวหน้าคสช.ส่งผ่านไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีให้ใช้วิธีนี้บริหารประเทศ แต่วิธีแบบทหาร ต้องตรงเป๊ะ ดีครับทั่น ใช่ครับผม เหมาะสมครับนาย ต้องลับ ลวง พราง ยึดหลักกูเว้นหลักการตามประเพณีปฏิบัติ ก็ดูจะไม่อาจใช้ในสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจทหารพยายามจำลองโครงสร้างประชาธิปไตย ให้มีนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งถูกกำหนดไว้ให้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบไปได้
ท่านนายกฯ อาจจะต้องเจอการไถ่ถาม ขอสัมภาษณ์ จากเหล่าคณะสื่อมวลชน จะทุกสามเวลาหลังอาหาร หรือ จัดระเบียบให้แค่หนึ่งนาทีดีที่สุด หรือ จะยึดแบบฉบับเตมีย์ใบ้ “ กลับบ้านเถอะลูก”
การปิดปากปกปิดหรือการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงตรงไปตรงมาอะไรเป็นผลดี ผลเสีย เป็นสิทธิของบุคคลสาธารณะอย่างนายกฯจะพิจารณาเลือกเอาแล้วกัน
การเผชิญสถานการณ์ตรวจสอบ ทั้งการขุดคุ้ย ค่อนแคะ ติดตามพฤติกรรม หรือแม้แต่ความพยายามของเหล่าขบวนการสูญเสียอำนาจที่จะนำวิชามารสร้างเรื่องทำลายเครดิต เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และความเป็นนายกฯก็ไม่อาจไปปิดกั้นการตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน
ในเมื่อคิดตัดสินใจลงหลักปักหมุดปฏิรูปประเทศ ต้องการบุกเบิกสร้างแบบอย่างที่ดี อีกทั้งเป็นหนึ่งในภารกิจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ตนเองเห็นดีเห็นงามกำหนดไว้ด้วย
นายกฯคนที่ 29 ก็จงเตรียมพร้อมรับด้วยความยินดีได้เลย







