
ชงครม.ใหม่ปั้นไทยแกร่ง
ฝากรัฐบาลใหม่วางรากฐานประเทศ วางยุทธศาสตร์ระยะยาว
ฝากรัฐบาลใหม่วางรากฐานประเทศ วางยุทธศาสตร์ระยะยาว
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เปิดเผยว่า มี 4ประเด็นที่รัฐบาลจะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนคือ การพัฒนาคน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาสถาบันด้านกฎหมาย และเร่งผลักดันให้อาเซียนสามารถเจรจาจัดทำข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน และคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศ
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า อยากเห็น ครม.ชุดใหม่วางรากฐานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการมีรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษ เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ และแผนที่ชัดเจน
“หากมียุทธศาสตร์ชัดเจน ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะสานต่องานได้ต่อเนื่อง ถ้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามรัฐบาล พวกนักลงทุนจะวางแผนธุรกิจยาก” นายอมรเทพ กล่าว
นอกจากนั้น ยังจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะแผนการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน แม้จะมีสัดส่วนไม่ถึง 20% ของจีดีพี แต่ก็เป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน และเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออกติดลบจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ผลิตสินค้าไม่ตอบโจทย์ตลาด
นอกจากนี้ ควรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องอาศัยการวางโมเดลประเทศ เช่น มีเป้าหมายสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และพัฒนาคน เพื่อให้ไทยก้าวข้ามการเป็นประเทศรายได้ปานกลางขึ้นสู่ผู้มีรายได้สูง
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่เอกชนต้องการครม.ใหม่มากกว่าตัวคน คือการวางรากฐานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในยุคปฏิรูปนี้จะมัวแต่แก้ปัญหาซ้ำซากเดิมๆ ไม่ได้แล้ว ต้องวางแผนระยะยาว 10-20 ปี เป้าหมายต้องชัดเจนในการส่งเสริม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย
“ต้องบอกได้ว่าประเทศไทยอีก 10-20 ปีข้างหน้ามีหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนตัวคนนั้นจะเป็นใครไม่สำคัญ” นายพรศิลป์ กล่าว
นางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ภารกิจที่สำคัญคือ การเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติให้กลับคืนมา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นรูปธรรม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย







