
ปฏิรูปแบงก์รัฐ
มีข่าวว่ากระทรวงการคลังกำลังหาแนวทางแก้ไขปัญหาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) โดยการยุบรวมธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารออมสิน ส่วนธนาคารอิสลามหรือไอแบงก์ยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
มีข่าวว่ากระทรวงการคลังกำลังหาแนวทางแก้ไขปัญหาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) โดยการยุบรวมธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารออมสิน ส่วนธนาคารอิสลามหรือไอแบงก์ยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
ขออนุญาตไม่วิพากษ์วิจารณ์มาตรการที่เป็นข่าวออกมา เพราะไม่ใช่ข่าวใหม่แต่เป็นข่าวที่เกิดขึ้นทุกรอบ 3 ปี ในวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสองแห่งนี้ วัฏจักรนี้เริ่มต้นจากกระทรวงการคลังใส่เงินเข้าไปเพิ่มทุนให้เพราะธนาคารมีปัญหาหนี้เสียต้องสำรองเพิ่ม ทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (สินเชื่อ+เงินลงทุน) ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่สถาบันการเงินทั่วไปต้องดำรงไว้ หลังจากการเพิ่มทุนก็เร่งขยายสินเชื่อ ขยายตัว ธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้นมีกำไร มีเงินจ่ายโบนัสผู้บริหารและคณะกรรมการธนาคาร พอย่างเข้าปีที่สามหนี้ที่ปล่อยไปเริ่มเสีย ก็มักจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลพอดี ผู้บริหารและคณะกรรมการธนาคารจะถูกบีบให้ลาออก มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการนำความผิด หรือข้อเท็จจริงในการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าพิเศษบางราย แล้วสรุปตัวเลขว่าประมาณความเสียหายต้องตั้งสำรองเพิ่มเท่าไร คณะกรรมการและผู้บริหารชุดใหม่จะเสนอกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นให้เพิ่มทุนใหม่ให้เพียงพอกับการปล่อยสินเชื่อใหม่ตามนโยบาย เพราะช่วงที่มีปัญหาการดำเนินงานสะดุดชะงักงัน
เมื่อได้รับคำร้องขอเพิ่มทุน จะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าจะยุบเลิกธนาคารไปเสียเพราะหมดความจำเป็น ควบรวมกันเอง หรือควบรวมกับสถาบันการเงินของรัฐแห่งอื่น เฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน ตามที่เป็นข่าวออกมาขณะนี้
แล้วกระทรวงการคลังก็จะเพิ่มทุนให้โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงวัฏจักรใหม่ต่อไป แต่หวังว่าครั้งนี้คงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสถาบันการเงินเหล่านี้ ถูกตั้งขึ้นมาโดยมี พ.ร.บ.จัดตั้งรองรับข้อกฎหมายจะทำอะไรต้องแก้กฎหมาย เชื่อว่าในสถานการณ์ปกติทำได้ไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารเอสเอ็มอี ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีถึงสองกระทรวง คือกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะมาจากนักการเมืองต่างพรรค ทำให้การแก้ไขอย่างบูรณาการตามที่เป็นข่าวออกมาไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งๆ ที่กระทรวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบเอาเงินภาษีอากรของประชาชนเพิ่มทุนให้ธนาคารคือกระทรวงการคลัง
ครั้งนี้การแก้ไขกฎหมายไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก คสช.จะเอาอย่างไรคงออกมาอย่างนั้น และรัฐมนตรีใหม่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองจึงไม่น่าจะมีปัญหาผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
แต่ถ้า คสช.ตัดสินใจให้เพิ่มทุนอย่างที่เคยเพิ่มกันมาโดยไม่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ก็จะเป็นการเริ่มต้นของวัฏจักรรอบใหม่ ถึงแม้ว่าประธานกรรมการคนใหม่จะเป็นคนเก่ง มือสะอาด แต่คงรับมือกับกลุ่มผลประโยชน์ทั้งในและนอกธนาคารไม่ไหว แต่ขอเอาใจช่วย ท่านอาจจะสร้างปาฏิหารย์ขึ้นก็ได้ในสถานการณ์ที่เอื้อให้การปรับโครงสร้าง และระบบบริหารของธนาคารไม่สลับซับซ้อนเหมือนในอดีต
สำหรับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์นั้น เป็นธนาคารเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาดำเนินธุรกรรมแบบอิสลาม คือไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้ผู้ยากและไม่คิดดอกเบี้ยกับผู้กู้ แต่คิดคำนวณผลตอบแทนแบบแบ่งกำไรขาดทุน มีคณะกรรมการที่ปรึกษาทางศาสนาให้คำแนะนำตรวจสอบเพื่อให้ธนาคารดำเนินงานถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม
ว่ากันตามนี้ เมื่อธนาคารมีปัญหาการแก้ไขปัญหาด้วยการนำไปควบรวมกับธนาคารอื่นที่ดำเนินธุรกรรมตามปกติคงทำไม่ได้ เพราะจะขัดต่อหลักศาสนา
การแก้ไขปัญหาของธนาคารนี้จึงควรพิจารณาทบทวนนโยบายใหม่ให้ชัดเจนว่ายังมีความจำเป็นที่จะมีสถาบันการเงินแบบอิสลามหรือไม่ หากคิดว่าหมดความจำเป็นแล้วการยุบทิ้งเสียน่าจะเป็นคำตอบ แต่ถ้าคำตอบยังเป็นบวกว่าประเทศนี้ยังจำเป็นต้องมีสถาบันการเงินอิสลามอยู่ต่อไป ก็ควรพิจารณาแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้ชัดเจนต่อไป
โดยส่วนตัวผมคิดว่าประเทศที่เศรษฐกิจเปิดกว้างอย่างประเทศไทยน่าจะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากเงินลงทุน เงินโอนรูปแบบต่างๆ จากประเทศมุสลิมในโลกที่พร้อม และอยากจะกระจายความมั่งคั่งที่ถืออยู่ในโลกตะวันตกไปประเทศอื่น เพราะฉะนั้นการมีสถาบันการเงินที่ดำเนินธุรกรรมแบบมุสลิมจึงน่าจะได้รับความเอาใจใส่จากภาครัฐมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศมุสลิมเพื่อนบ้านได้
คำถามคือสถาบันการเงินเล็กๆ อย่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยสามารถทำหน้าที่นี้ได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้รัฐควรจะพัฒนาสถาบันการเงินแห่งนี้อย่างไร ให้สามารถที่จะรับบทบาทสถาบันการเงินแบบมุสลิมเดิมรูปแบบที่พร้อมจะให้บริการแก่ชุมชนมุสลิมและประเทศมุสลิมทั่วโลก
เท่าที่เคยสัมผัสกับการดำเนินงานของสถาบันการเงินแห่งนี้ คงต้องขออภัยที่จะต้องแสดงความเห็นว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ที่ว่านี้
ทั้งนี้ เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาเน้นให้ผู้บริหารดำเนินธุรกรรมเหมือนสถาบันการเงินทั่วไป คือรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนและธุรกิจทั่วไป ถึงจะเรียกดอกเบี้ยว่าเป็นส่วนแบ่งกำไร นอกจากนั้นการให้ความสำคัญต่อการทำกำไร ยิ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารและคณะกรรมการทำธุรกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงสูง เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ บัตรเครดิตจากสถาบันการเงินอื่น โดยคิดดอกเบี้ยหรือส่วนแบ่งเงินลงทุนสูงกว่าสินเชื่อปกติ มีการปล่อยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ทั้งๆ ที่ฐานเงินทุนค่อนข้างจะมีขนาดเล็ก มีการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการศึกษา กยศ. สินเชื่ออเนกประสงค์ สินเชื่อจุลภาค และให้บริการส่งออกและนำเข้า ให้กับธุรกิจและประชาชนทั่วไปไม่เลือกศาสนา
สรุปแล้ว ไอแบงก์จึงเป็นแค่ธนาคารขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่งที่เข้ามาประกอบธุรกิจแข่งขันกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐด้วยกันเอง เช่น ธนาคารเอสเอ็มอี และธนาคารอาคารสงเคราะห์กับสถาบันการเงินของเอกชนที่มีเครือข่ายกว้างขวางกว่า และมีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารนี้จะมีปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ต้องขอเพิ่มทุนทุกๆ 3 ปี
รัฐควรให้ธนาคารแห่งนี้ประกอบธุรกิจโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าจะให้บริการทางการเงินหลักแก่ชุมชนมุสลิมทั้งใน 4 จังหวัดอื่นๆ เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมที่ยากจน แม้จะอยู่แค่ย่านชานเมืองในกรุงเทพมหานครนี้เอง เป็นหลัก แทนที่จะทำธุรกิจแบบไม่มีเป้าหมายและกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนเหมือนในอดีตและปัจจุบัน
นอกจากนั้น ธนาคารควรเร่งพัฒนาธุรกิจด้านวาณิชธนกิจและการลงทุนเพื่อให้บริการแก่นักลงทุนมุสลิมจากทั่วโลกที่ต้องการมาลงทุนในประเทศไทย เน้นการพัฒนาเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจไทยกับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ในประเทศที่มีชุมชนมุสลิมใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ
ธนาคารควรสร้างหน่วยงานที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานโดยอาศัยเครือข่ายประเทศมุสลิมทั่วโลก แทนที่จะมาทำธุรกรรมเพื่อผลด้านประชาสัมพันธ์อย่างการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต
ทำอย่างนี้ได้เมื่อไร ธนาคารแห่งนี้จึงจะเป็นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้สมชื่อครับ







