
รวม"ออมสิน-เอสเอ็มอีแปบงก์"ทางรอดสุดท้าย
การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กำลังเดินทางใกล้ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่า คลังจะอุ้มหรือจะเลิกให้เงินช่วยเหลือ โดยผู้จะตัดสินชะตากรรมคือ กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด
การทำแผนฟื้นฟูทั้งสองธนาคาร เป็นการทำรอบ 2 หลังถูก คนร.ตีกลับเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งมืออาชีพอย่าง สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นเป็นประธานเอสเอ็มอีแบงก์ และส่ง ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารนครหลวงไทย ขึ้นเป็นประธานกรรมการไอแบงก์
แผนที่ถูกตีกลับมานั้น ทาง คนร.ให้ทั้งสองธนาคารไปสำรวจทรัพย์สิน (ดิวดิลิเจนท์) ว่ามีหนี้ดีและหนี้เสียที่แท้จริงเท่าไหร่แน่ เพราะเกรงว่าจะมีหนี้เสียที่ค้างอยู่อีก
เบื้องลึกของการแก้ปัญหารอบนี้ หากบอร์ดใหม่ที่ส่งเข้าไปฟื้นฟูทำไม่สำเร็จ คงถึงเวลาที่กระทรวงการคลังและรัฐบาลใหม่อาจต้องตัดสินใจ โดยมีการเสนอแนวคิดเรื่องการควบรวมกิจการเข้ากับธนาคารแข็งแกร่งกว่าอย่างธนาคารออมสิน ที่มีสินเชื่อคงค้างกว่า 1.6 ล้านล้านบาท เงินฝากกว่า 1.8 ล้านล้านบาท แต่มีหนี้เสียเพียง 4 หมื่นล้านบาท โดยซึ่งส่ง สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เข้าไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารออมสินก่อนแล้ว
ในชั้นแรกนี้ความหวังเรื่องการฟื้นฟูกิจการฝากไว้ที่สาลินี และว่าที่กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีคนใหม่ที่กำลังจะเปิดสรรหาเร็วๆ นี้ก่อน ซึ่งแผนที่สาลินีทำไว้ก็คือ แยกหนี้ดีและหนี้เสียออกจากกัน และขายหนี้ที่ไม่มีหลักประกันและสำรองหนี้ครบ 100% แล้วออกไปให้มืออาชีพรับไปบริหาร ซึ่งขายได้เท่าไหร่ก็จะนำเงินกลับมาใส่เป็นทุน และขอเงินเพิ่มทุนจากคลังอีก 2,000 ล้านบาท
หากบอร์ดใหม่และพนักงานเอสเอ็มอีแบงก์ ยอมผนึกกำลังรวมใจฟื้นฟูกิจการจนเป็นไปตามเป้าหมาย เรื่องแผนการควบกิจการก็คงตกไป
ด้านไอแบงก์ การฟื้นฟูกิจการทำได้ยากกว่าเอสเอ็มอีแบงก์ เนื่องจากติดขัดเรื่องของศาสนาอิสลาม ที่จะไม่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจบาป หากใช้วิธีการยุบรวมกิจการต้องคำนึงถึงผลกระทบรอบด้านด้วย
อย่างไรก็ดี การควบรวมกิจการเอสเอ็มอีแบงก์เข้ากับธนาคารออมสิน หรือปล่อยให้เอสเอ็มอีแบงก์เปิดดำเนินการต่อไป ก็มีผลดีและเสียที่แตกต่างกัน
หากวิเคราะห์สถานะทางการเงินของเอสเอ็มอีแบงก์ ย้อนไปที่ตอนที่เข้าแผนฟื้นฟูรอบแรกเมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมา สมัยที่ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ยังเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูของเอสเอ็มอีแบงก์ ว่าเป็นแผนระยะเวลา 3 ปี เพื่อแก้ไขหนี้เสียของธนาคารที่มีอยู่ราว 3.2 หมื่นล้านบาท จากสินเชื่อทั้งหมด 9.7 หมื่นล้านบาท โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) อยู่ที่ 1 % โดยเป้าหมายปีแรกต้องการจะลดเอ็นพีแอลให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยับ BIS ขึ้น 5 % ในปีที่ 2 จะต้องลดหนี้เสียให้ได้อีก 8,000 1 หมื่นล้านบาท และในปีที่ 3 หรือสิ้นปี 2558 หนี้เสียของธนาคารจะต้องอยู่ในระดับไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ในระหว่างที่ธนาคารมีเงินกองทุน BIS ต่ำกว่ามาตรฐาน 8.5% จะถูกควบคุมให้ปล่อยสินเชื่อได้เฉพาะรายย่อยรายละไม่เกิน 15 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ให้ปล่อยกู้รายใหญ่เหมือนในอดีต ที่บางรายมีการปล่อยกู้ 500800 ล้านบาท อีกต่อไป
ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2557 พบว่าเอสเอ็มอีแบงก์มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อหดตัวเหลือ 8.8 หมื่นล้านบาท เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามนโยบายรัฐบาล
ในแผนฟื้นฟูรอบที่ 2 บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์เตรียมเสนอกระทรวงการคลัง ให้ คนร.พิจารณาก่อนวันที่ 21 ส.ค.นี้ จะเตรียมนำหนี้เสีย 2 หมื่นล้านบาท ออกมาประมูลขาย โดยคาดว่าหลักประกันที่มีอยู่จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หากขายหนี้ได้เงินที่ธนาคารได้กันสำรองหนี้เสียเกินอยู่กว่า 1,300 ล้านบาท จะกลับมาเป็นทุน
ส่วนลูกหนี้ที่เหลืออีก 1.4 หมื่นล้านบาท จะใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้ มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ 7% ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดที่ 8.5%
ในจำนวนนี้เป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 อยู่ 3,300 ล้านบาท และกระทรวงการคลังเตรียมใส่เงินเพิ่มทุนให้อีก 2,000 ล้านบาท แต่หากคลังยังไม่ใส่เงินเพิ่มทุนก็มีแผนจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิในจำนวนที่สูงกว่าเงินกองทุนขั้นที่ 1 เพื่อนำเงินมาใส่ในกองทุนขั้นที่ 2
แต่เมื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้เสียเปลาะแรกไปได้ ก็จะไปติดปัญหาเรื่องการบริหารงานที่มีความขัดแย้งภายใน เพราะทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารแห่งนี้ต่างส่งคนของตัวเองเข้ามาร่วมบริหาร แต่ไม่สามารถร่วมมือกันทำงานให้ราบรื่นได้
แหล่งข่าววงในที่ร่วมทำแผนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์ครั้งแรก เล่าว่า เอสเอ็มอีแบงก์ มีปัญหาภายในองค์กรอย่างมาก เกิดจากการเป็นแบงก์ลูกผสมระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต่างก็ส่งคนของตัวเองเข้ามายึดพื้นที่
ทำให้ระดับรองกรรมการผู้จัดการที่มีมากจนล้นงานต่างคนต่างใหญ่ มีอาณาจักรของตัวเองการทำงานขาดเอกภาพ การแก้ปัญหาเมื่อขาดคนระดับนี้ร่วมมือร่วมใจกันก็ประสบความสำเร็จอยาก กระบวนการอนุมัติสินเชื่อยังไม่ได้
มาตรฐาน ไม่มีระบบคอร์แบงก์กิ้ง ทำให้ส่วนกลางไม่สามารถเรียกข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์แบบปัจจุบันได้ เพียงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างคอมพิวเตอร์ยังเป็นปัญหาถึงขั้นปลดกรรมการผู้จัดการคนก่อน มีการตั้งสอบกรณีทุจริตหลายเรื่องและมีการตรวจพบหนี้เสียที่ระดับสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เก่าสมัย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ( บอย. ) และหนี้ที่ไม่มีหลักประกันร่วม 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนนี้มีการตั้งสำรองไว้แล้ว หากแยก
หนี้ดีกับเสียออกจากกันแล้วขายก็จะไม่กระทบเงินกองทุน และหากขายได้ 15 % ก็จะกลับมาเป็นรายได้ได้อีก แต่ต้องมีการประเมินหลักประกันใหม่ เพราะหลักประกันส่วนใหญ่ทรุดโทรมมาก มูลค่าอาจจะเปลี่ยนไป
กรแนวคิดที่จะควบรวม 2 ธนาคารเข้าด้วยกันมีมาเป็นระยะ แม้กระทั่งธนาคารโลกก็ยังเคยเสนอให้ควบรวมเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริต
แต่หากจะให้ควบรวมธนาคารออมสินไม่รับหนี้เสียไปแบกด้วยแน่นอน ดังนั้นการขายหนี้เสียออก ก็ทำให้การตัดสินใจจะรวมกิจการทำได้ง่ายขึ้น
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การรวมทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกัน น่าจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการที่ คสช.ยกระดับแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ เพราะถือว่าเป็นฐานของเศรษฐกิจมีการจ้างงานนับล้านคน
ขณะนี้เอสเอ็มอีแบงก์มีสาขา 100 แห่ง จะเข้าถึงลูกค้ารายย่อยที่รัฐบาลต้องการให้ทำได้อย่างไร แต่หากใช้ช่องทางของธนาคารรัฐอื่น เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารออมสิน ซึ่งมีฐานะสาขาเยอะและเข้าถึงลูกค้ารายย่อย รู้จักลูกค้าที่ผลิตสินค้าโอท็อปเป็นอย่างดี ก็จะสามารถขยายไปช่วยลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กได้ง่ายและเข้าถึงมากกว่าที่เอสเอ็มอีแบงก์จะดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ที่ต้องแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ที่บุกตลาดเอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดใหญ่
จากนี้ไปบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งคณะกรรมการและพนักงานของเอสเอ็มอีแบงก์ จะเลิกขัดแย้งยอมลุกขึ้นมาร่วมมือกันทำตามแผนฟื้นฟูกิจการ ก็ถือเป็นบทพิสูจน์ที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่หากทำไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่ผู้ดูแลระดับนโยบายจะต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะอุ้มหรือจะทิ้งเอสเอ็มอีแบงก์







