
เลือกตั้งเร็วไม่ใช่คำตอบ
การที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นสภาท็อปบูทบ้าง สภาลายพรางบ้าง ยิ่งต้องเร่งการทำงานให้ออกมาให้ดีเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่าสภาท็อปบูทดีกว่าสภาเลือกตั้ง
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย / เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นหนึ่งในสถาบันทางการเมืองที่มีภารกิจนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปและสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดหวังเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเมืองกลับมาสู่วงจรเดิมๆ อีก
แต่กระนั้นความหวังที่หลายฝ่ายตั้งเอาไว้กลับถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อหน้าตาของสมาชิก สนช.ที่ออกมากลับมีทหารสวมสูทเดินเข้าสภาเกินกว่าครึ่ง ทหารอาจจะเก่งในเรื่องการรบและการวางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความมั่นคง จึงไม่แปลกที่จะถูกตั้งข้อสังเกตว่าการรัฐประหารครั้งนี้อาจจะเสียของซ้ำรอยแบบเมื่อปี 2549 อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ในทัศนะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่ปัจจุบันเป็นสมาชิก สนช.และในอดีตเคยเป็นฟันเฟืองให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อครั้งทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการ คมช.และเป็นสนช.ในปี 2549 กลับให้มุมมองกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่าการทำงานของ สนช.ในครั้งนี้จะดีกว่าในอดีต และช่วยให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ เริ่มวิเคราะห์จากตัวประธานและรองประธาน สนช.ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของ สนช.ในทิศทางที่ดีว่า การทำงาน สนช.ในปัจจุบันคิดว่าจะมีประสิทธิภาพอย่างมาก เพราะได้บุคคลที่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่บริหาร สนช. เช่น ท่านพรเพชร วิชิตชลชัย ก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้พิพากษามาก่อน และเป็น สนช.เมื่อปี 2549 มาด้วย และเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
“ส่วนท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ก็เป็นนักกฎหมายใหญ่ อดีตรองประธานวุฒิสภาและว่าที่ประธานวุฒิสภา รวมทั้งเคยมีบทบาทในการพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา และท่านพีระศักดิ์ พอจิต แม้ท่านอาจจะใหม่แต่ในอดีตเคยเป็นอัยการและผ่านประสบการณ์การเมืองในระดับท้องถิ่นมาแล้ว ดังนั้นคิดว่าการทำงานของ สนช.จะเดินหน้าได้อย่างสวยงามและมีความเป็นเอกภาพ”
ขณะเดียวกัน อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจมีส่วนช่วยให้ สนช.สามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนได้ คือ การรู้เท่ากันบริบทการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ สนช.รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
“สนช.ปี 2549 ความตื่นรู้ในเรื่องต่างๆ ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพียงรู้แต่ว่าเป็นเพียงแค่การปฏิวัติตามปกติ ที่เมื่อปฏิวัติแล้วก็มี สนช.ออกกฎหมาย ไปร่างรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง จบภารกิจกลายเป็นวังวนปกติ แต่ สนช.ยุคนี้มีบริบทแตกต่างกัน เพราะ สนช.มีภารกิจมากขึ้น
โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปประเทศ หลังจากเกิดกระแสมวลมหาประชาชนที่ไม่ยอมรับรัฐบาล ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศจนนำมาสู่การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป เพราะฉะนั้น สนช.ชุดนี้จึงแตกต่างกับ สนช.ปี 2549 โดยสิ้นเชิง เพราะภารกิจเยอะขึ้น มีสำนึกเยอะขึ้น”
พล.อ.สมเจตน์ ย้ำถึงหน้าที่และภารกิจหลักของ สนช. ว่า ต้องย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 6 ที่กำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบรัฐมนตรี อภิปรายรัฐบาล เพียงแต่ลงมติไม่ได้เท่านั้น
อีกทั้งยังทำหน้าที่เสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อเป็นกลไกสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการต้องนำร่างกฎหมายที่เสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติมาพิจารณา หรือแม้แต่การใช้อำนาจในฐานะวุฒิสภาอย่างการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องเข้ามา
“การเข้ามาเป็น สนช.ครั้งนี้ไม่ใช่การเข้ามาเพื่อการตอบแทน เป็นการเข้ามาแก้ไขวิกฤตประเทศชาติให้เดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นความรู้สึก สนช.ปัจจุบันต้องมีจิตสำนึกรู้หน้าที่ต่างๆ ที่เข้ามาทำงานมากกว่า สนช.ปี 2549”
จำเป็นหรือไม่ที่การปฏิรูปประเทศผ่านการตรากฎหมายครั้งนี้ต้องทำให้สุดขั้วเพื่อแก้ปัญหาให้เด็ดขาด หรือต้องทำแบบประนีประนอมเพื่อไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ในอนาคต? พล.อ.สมเจตน์ ตอบเสียงดังฟังชัดว่า “หากเป็นเรื่องของประเทศชาติจะต้องประนีประนอมบนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่ประนีประนอมกับคนทำความผิด คนที่ทำความผิดไปแล้วจะประนีประนอมได้ โดยเฉพาะความผิดคดีอาญาที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน แบบนี้ประนีประนอมไม่ได้
“จะสุดหรือไม่สุดต้องอย่าลืมปัญหารากเหง้าของประเทศ ที่เกิดมาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบันรวมประมาณ 13 ปี ดังนั้นปัญหารากเหง้าหยั่งลึกคงจะไปแก้ภายในช่วงปีสองปีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยที่สุด คือ คสช.ต้องมีความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การวางรากฐานและปักรากแห่งการปฏิรูปให้ชัดเจนและให้คนมาสืบทอดต่อไปได้ ซึ่งวิธีการต่างๆ กำหนดมาแล้วว่าควรจะปฏิรูปอะไรบ้าง จะทำอย่างไรไม่ให้นักการเมืองเลวๆ ที่คอร์รัปชั่น โกงกิน ทุจริตการเลือกตั้ง เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ”
พล.อ.สมเจตน์ เห็นว่าการปฏิรูปประเทศควรต้องมีหลัก 4 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ระบบการเลือกตั้งที่ต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม หยุดการทุจริตการเลือกตั้ง ผู้ซื้อเสียงต้องไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน เพื่อให้คนดีเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรและเป็นผู้บริหารประเทศ
2.ขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น ปัจจุบันไทยมีอันดับความโปร่งใสไม่ค่อยดีนัก เพราะมีการเรียกรับผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจะต้องทำไม่ให้คนที่กระทำความผิดทุจริตกลับมามีอำนาจได้อีก
3.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้น้อยสุด อย่าให้ประชาชนติดใจในรสชาติของประชานิยมมากเกินไปจนเสียหายต่อระบอบเศรษฐกิจการคลัง ขณะเดียวกันต้องดูแลประชาชนให้อยู่ดีกินดีเพื่อกันไม่ให้ประชาชนถูกครอบงำโดยระบบประชานิยมไปตลอด 4.ปฏิรูปข้าราชการ โดยจะต้องให้ข้าราชการเล็งเห็นความสำคัญถึงการให้บริการแก่ประชาชน ไม่ใช่บริการนักการเมือง จะต้องบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่คุกมีไว้ขังคนจน ส่วนคนรวย คนมีบารมีไม่ต้องติดคุก
ระยะเวลาที่มีอยู่ประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง จะปฏิรูปทั้ง 4 เรื่องทันหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ตอบให้ข้อคิดว่า “ต้องวางหลักให้มั่นคงส่วนจะแก้ให้ได้เลยหรือไม่ ยอมรับว่าคงไม่ได้ทั้งหมด แต่ต้องวางหลักให้เป็นพันธสัญญาต่อไปเรื่อยๆ ให้คุณต้องทำ”
“ระยะเวลา ปีสองปีคงทำอะไรได้ไม่มาก ถ้าใช้เวลามากเกินไปความต้องการประชาธิปไตยก็จะกลับอีก เดี๋ยวในที่สุดก็จะสะท้อนกลับเข้ามาอีก โดยทั่วไปผมว่าประชาชนโดยทั่วไปอย่าใจร้อน ถ้าใจร้อนว่าจะต้องเลือกตั้งโดยเร็ว ก็อยากเปรียบเสมือนว่าเวลาคุณป่วยเป็นไข้เข้าโรงพยาบาล คุณรักษาครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่หายสักที คุณเลี้ยงไข้เอาไว้ ออกมาคุณต้องเจ็บหนักกว่าเดิมอีก และพอเข้าไปในที่สุดคุณจะเสียหายถึงชีวิต
แต่ถ้าคุณรักษาให้มันดี มันโอเค ร่างกายแข็งแรงออกมาต่อสู้กับภายนอกได้ แต่ต้องเป็นเวลาพอสมควร มากเกินไปคุณก็หมดเงิน ก็อยู่ที่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการรักษาเยียวยา
แต่ไม่ใช่การเลี้ยงไข้ โดยจะต้องดำเนินการเพื่อให้ประเทศชาติเห็นโครงสร้างเห็นการปฏิรูป ว่าเมื่อปล่อยมือแล้วประเทศชาติจะเดินหน้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่เมื่อปล่อยมือไปแล้วแต่กลับไปสู่การเลือกตั้งที่คนไม่ดีเข้ามาอีกมันก็แย่”พล.อ.สมเจตน์ ย้ำ
เตือนคสช.ปิดจุดอ่อนป้องกันถูกเช็คบิล
ส่วนเรื่องการพาเหรดเข้ามาในสภาของทหารทุกเหล่าทัพจำนวนไม่น้อยจนกลายเป็นเสียงข้างมากที่มีผลต่อการกำหนดทิศทางการทำงานของสนช.นั้น พล.อ.สมเจตน์ คิดว่า ไม่ควรไปวิตกกังวลว่าจะมีทหารมากหรือไม่มาก แต่สิ่งที่ควรกังวล คือ ผลงานของสนช.มากกว่าว่าจะทำงานให้ออกมาได้ดีและทุกคนยอมรับได้
อย่างไร ถ้ามีทหารแล้วงานออกมาไม่ได้ค่อยไปตำหนิติเตียนกัน อย่ามองว่าทหารเยอะแล้วอย่างนั้นอย่างนี้
“คนที่เป็นทหารที่ได้รับมอบหมายให้เป็นสนช.แล้วต้องทราบด้วยตัวเองเป็นอย่างดีว่า ในช่วงที่ตนเองไม่ได้เป็นสนช.นั้นเคยตำหนินักการเมืองไว้อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อตัวเองเข้ามาแล้วต้องทำตัวเองให้ดีกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเองเป็นถึงทหาร และการที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นสภาท็อปบูทบ้าง สภาลายพรางบ้าง ยิ่งต้องเร่งการทำงานให้ออกมาให้ดีเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่าสภาท็อปบูทดีกว่าสภาเลือกตั้ง”
สนช.ที่มีทหารเข้ามาจำนวนมากจะช่วยผลักดันกฎหมายได้เร็วหรือไม่ในเมื่อทหารส่วนใหญ่ไม่ได้เชี่ยวชาญในงานด้านกฎหมาย? พล.อ.สมเจตน์ มองใมมุมกลับว่า “มันก็ต้องช่วยกัน ทหารก็รู้ตรงนี้ดีและต้องยิ่งเรียนรู้งานให้มากขึ้น อย่างผมเองก็ไม่ได้เก่งกฎหมาย แต่ก็สามารถเรียนรู้และต่อสู้คดีในศาลรัฐธรรมนูญกับพรรคเพื่อไทยมาแล้ว ทั้งๆที่พรรคเพื่อไทยมีนักกฎหมายชั้นนำมากมาย
ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกเมื่อเราอ่อนเรื่องอะไร เราก็ต้องเรียนรู้ให้แตกฉานและลึกซึ้ง ผมเองไม่เคยเรียนกฎหมายมาก่อนเลย แต่ทำไมผมสู้ได้ ดังนั้น ผมเชื่อว่าทหารที่มาเป็นสนช.ในเวลานี้จะต้องหาวิธีการเรียนรู้ เมื่อได้รับมอบภารกิจสำคัญในการมาทำหน้าที่ตรงนี้ ถ้าตรงไหนไม่รู้ก็ต้องเรียนให้รู้”
ขณะเดียวกัน พล.อ.สมเจตน์ ยืนยันว่า ชั่วโมงนี้ไม่มีใครเหมาะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมากไปกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคสช. เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วน และเป็นผู้เห็นปัญหาและบทเรียนมาตลอดทั้งในฐานะฝ่ายทหารที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความมั่นคงและเป็นสนช.เมื่อปี 2549
“ผมว่าพล.อ.ประยุทธ์ควรมาทำหน้าที่นายกฯ เพราะท่านได้เห็นปัญหาของประเทศแล้วว่าเป็นอย่างไร สมมติถ้าท่านให้คนอื่นมาเป็นนายกฯแล้วเขาเห็นปัญหาไม่เหมือนกับท่านแล้วท่านไปใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคสช.ไปสั่งการนายกฯก็จะถูกกล่าวหาว่าคสช.ล้วงลูกอีก เป็นเปลือกหอยเข้าไปคลุมเนื้อหอย ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหาท่านประยุทธ์ควรเป็นนายกฯเสียเอง เป็นทั้งเปลือกและเนื้อหอยเอง และเหนืออื่นใดเวลานี้ท่านได้เห็นปัญหาทั้งหมดแล้ว เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นสองถึงสามเดือนที่ผ่านมาคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้เป็นจำนวนมากและหลายฝ่ายให้การยอมรับขนาดนี้”
จุดอ่อนของคสช.ในเวลานี้ คือ ปัญหาทางสังคมที่มีความหลากหลายมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าคสช.ต้องค้นหาและนำมาแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศตราบใดถ้าพวกเขายังไม่อยู่ดีกินดีระบอบประชานิยมก็จะมาเข้ามาสร้างปัญหาอีก”
อย่าประมาท"เพื่อไทย"แผนสงบรอเลือกตั้ง
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เข้าสู่โหมดของการปฏิรูปประเทศ ทั้งผ่านกระบวนการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประเด็นหนึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ณ เวลานี้ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเพิ่งถูกยึดอำนาจจาก คสช.และในฐานะที่เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีสิทธิถูกปฏิรูป กำลังคิดอะไรอยู่และเตรียมวางหมากทางการเมืองอย่างไรต่อไป
กล่าวคือจังหวะการเดินของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ต่างจากในอดีตพอสมควร เพราะการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ค่อนข้างแรง จนนำมาสู่การสร้างมวลชนสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในนาม “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) ที่เป็นฐานสนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่สามารถใช้อำนาจใดมาสลายได้
ก่อนอื่น พล.อ.สมเจตน์ พาย้อนกลับไปในอดีตว่า พรรคการเมืองในอดีตเวลาถูกกองทัพปฏิวัติแล้วทุกอย่างก็จบไม่มีการต่อต้าน อย่างที่เห็นในกรณีของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2534 เวลานั้น พล.อ.ชาติชาย ไม่ได้ต่อสู้แต่อย่างใด แต่เลือกที่จะเดินทางออกไปต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศเดินต่อไป พอกลับมาอีกทีเกือบได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่สำหรับการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีการปลุกกระแสการต่อต้านจนเกิดความแตกแยกอย่างที่เห็นอยู่
“พล.อ.ชาติชาย เมื่อปี 2534 ก็ออกไปต่างประเทศ พอกลับมาอีกทีเกือบจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศชาติก็ไม่เกิดความแตกแยกอย่างมากมาย แต่ระบอบทักษิณกลับคิดสู้ โดยคิดว่าตัวเอง|มีฐานจากประชาชนผ่านการหว่านประชานิยม เมื่อต่อสู้ ทำให้ประเทศเกิดความแตกแยกมากมาย อย่างนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย”
แต่ถึงแม้ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีความเคลื่อนไหวต่อต้านการทำงานของ คสช. ดังจะเห็นได้จากเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างให้ความร่วมมือกับ คสช.เป็นอย่างดี ในการเข้ามารายงานตัว รวมไปถึงยังเดินทางกลับประเทศไทยตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับ คสช. ก็ไม่สามารถทำให้ พล.อ.สมเจตน์มีความคิดไว้วางใจพรรคเพื่อไทยได้ เพราะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยพยายามต้องการใช้ความสงบเพื่อรอเวลาให้ถึงเวลาเลือกตั้งเร็วๆ
“ผมคิดว่าเนี่ย คือ นักการเมือง เขารู้จักหลบ เวลาภัยแรงมาเขาจะหลบ เขาไม่สู้ เขาจะสงบนิ่ง แต่รอวันฟื้น เหมือนกับการรักษาโรค ถ้าคุณใช้ยาไม่ถูก โรคก็จะกลับมาอีก นักการเมืองในทางการเมืองเป็นอะไรที่ คสช.ต้องเข้าใจ การเมืองมีอ่อนมีแข็ง ยามที่ คสช.มีอำนาจเขาหลบเขาไม่มาสู้หรอก หลบเพื่อรอวันที่เขาจะฟื้นขึ้นมา”
พล.อ.สมเจตน์ ขยายความอีกว่า เขาหลบเพื่อรอวันที่เขาจะฟื้นขึ้นมา แต่เขาไม่ได้กลัว ไม่ได้เกรง นักการเมืองไทยทำอะไรก็ได้เพื่อขอให้ได้ประโยชน์ วันใดก็ตามถ้า คสช.ไม่สามารถปฏิรูปประเทศที่จะขจัดนักการเมืองที่ไม่ดีได้ ปัญหาก็จะกลับมาอีก
“สงบนิ่งคอยเวลา กลับฟื้นคืนมา แค่นั้นเอง หาก คสช.ไม่สามารถวางพื้นฐานของการปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ไขวิกฤตได้ การเมืองก็กลับมาเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม”
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ พล.อ.สมเจตน์ คิดว่า ถึงแม้ คสช.จะใช้มาตรการปฏิรูปประเทศด้วยยาแรงขนาดไหน ก็ไม่อาจสามารถแก้ไขปัญหา หรือโค่นระบอบการเมืองที่ไม่ดีได้ทั้งหมด เพราะปัญหาฝังรากลึกมานาน ทุกอย่างต้องใช้เวลา คงไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงแต่ต้องแก้ไขให้ปัญหาเหลือน้อยที่สุด เพื่อให้คนดีได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ
“ถ้าไม่ทำให้หมดก็ต้องทำให้เหลือน้อย หมดมันคงไม่หมดหรอก แต่ต้องทำให้เหลือน้อย อย่าลืมนะว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่เรามีวิธีการที่จะให้คนไม่ดีไม่มีโอกาสมาบริหารประเทศ คุณไม่ดี คุณก็ต้องไม่มาบริหารประเทศ”
“หมดมันคงไม่หมด แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เมื่อก่อนไม่มีการเอาตะแกรงมาร่อนกันเลย คนถูกเว้นวรรคการเมืองยังเอาบรรดารัฐมนตรีไปประชุมที่บ้านและนั่งหัวโต๊ะได้ ทั้งที่คุณต้องเว้นวรรคการเมือง เหตุการณ์เหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นในความคิดผมรัฐธรรมนูญของประเทศไทยยิ่งยกร่างมันยิ่งมีเนื้อหาเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่รัฐธรรมนูญต้องยาวเพราะนักการเมืองไทยชอบอ้างกฎหมายเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์”
ถ้าในอนาคตพรรคเพื่อไทยสามารถกลับมาชนะเลือกตั้งได้อีก จะถือว่าเป็นความล้มเหลวของการปฏิรูปหรือไม่?
พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “ผมไม่ได้มองตรงนั้น ทั้งในเรื่องที่การกลับมาของพรรคเพื่อไทยจะเป็นความล้มเหลว หรือพรรคเพื่อไทยไม่ได้กลับมาคือความสำเร็จ แต่ผมมองว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว พรรคเพื่อไทยเลือกนักการเมืองที่ดีๆ เข้ามาเป็นผู้บริหาร ผมถือว่าเป็นความสำเร็จ
แต่ถ้ายังเอานักการเมืองที่ต่ำกว่ามาตรฐานเหมือนเก่าๆ มีหน้าที่เหมือนเป็นพนักงานมาคอยยกมือ แบบนี้ต่างหากที่ถือว่าล้มเหลว และถ้าพรรคเพื่อไทยยังเป็นของนายทุนพรรคก็ถือว่าล้มเหลว ซึ่งระบบพรรคการเมืองต้องได้รับการปฏิรูป”
สุดท้าย พล.อ.สมเจตน์ ส่งความปรารถนาดีเตือนไปยัง คสช.ว่า หลังจาก คสช.หมดอำนาจเมื่อไหร่ จะต้องเจอกับกระบวนการเอาคืนอย่างแน่นอน ดังนั้นทางเดียวที่จะเป็นเกราะป้องกัน คสช.ได้ คือ การสร้างผลงานและสร้างความชอบธรรมให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน
“คสช.ต้องไม่เปิดแผลเอาไว้ เพราะ คสช.มีภารกิจบริหารประเทศเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้น คสช.ต้องพึงระมัดระวังในการทำงานที่ต้องให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม เพื่อไม่ให้เกิดแผลให้อีกฝ่ายกลับมาเช็กบิลได้” พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้าย







