
"ญี่ปุ่น"สะดุดขาตัวเองขึ้นภาษีการค้าฉุดจีดีพีดิ่ง
ถึงกับหักปากกาเซียนกันหลายด้ามทีเดียว เมื่อการขึ้นภาษีการค้า หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ของญี่ปุ่น
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ถึงกับหักปากกาเซียนกันหลายด้ามทีเดียว เมื่อการขึ้นภาษีการค้า หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดการณ์ไว้โดยสัดส่วนการเติบโตต่อปีของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ปรับตัวลดลงถึง 6.8%
ทั้งนี้ กรณีรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศปรับเพิ่มภาษีการค้าจาก 5% เป็น 8% อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลแดนซามูไรต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นผลกระทบทางตรงจากภาวะสังคมญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ กำลังงัดมาตรการต่างๆ ออกมาสู้กับเศรษฐกิจซบเซาที่ไม่ขยายตัวมานานกว่า 20 ปี ด้วยการใช้นโยบาย 3 ลูกศร ได้แก่ การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการผ่อนคลายกฎการดำเนินธุรกิจ ซึ่งนับว่าได้ผลดีไม่น้อย สะท้อนได้จากดัชนีนิกเกอิ 225 ที่ทะยานขึ้นถึง 57% ในปี 2013 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการทำสถิติที่ดีสุดๆ ในรอบ 40 ปี
อย่างไรก็ดี การขึ้นภาษีการค้าเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา กำลังจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังฟื้นตัวต้องสะดุดลง ทั้งนี้เนื่องจากการขึ้นภาษีการค้าไม่สอดคล้องกับรายได้ของชาวญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซาติดต่อกันยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้ฐานเงินเดือนของชาวญี่ปุ่นแทบไม่มีการปรับขึ้นเลย
ถึงแม้ว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นจะขอร้องให้ผู้ประกอบการปรับฐานเงินเดือนให้กับพนักงาน แต่ปรากฏว่าภาคเอกชนกลับหลีกเลี่ยงด้วยการหันไปปรับเพิ่มโบนัสและสัดส่วนเงินล่วงเวลาแทน และไม่มีการปรับเพิ่มฐานเงินเดือนแต่อย่างใด แม้ภาคเอกชนจะมีรายได้เพิ่มจากสกุลเงินเยนที่อ่อนค่า และการปรับลดภาษีประกอบการของรัฐบาลก็ตาม
“ภาคเอกชนไม่เคยที่จะรับผิดชอบกับสิ่งใด ถึงแม้จะมีผลกำไรสูงขึ้น ถึงแม้รัฐบาลต้องรับภาระหนักขึ้นจากการลดภาษีประกอบการ แต่เอกชนไม่เคยช่วยสนับสนุนวงจรเศรษฐกิจในแง่บวกเลย” อากิระ อามาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าว
นอกจากนี้ แม้ในช่วง มี.ค.ที่ผ่านมา บรรดาเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่นจะยอมปรับฐานเงินเดือนตามที่สหภาพเรียกร้อง ทว่า ฮิซาชิ ยามาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองชื่อดัง กลับแสดงความเห็นว่าไม่มีความเป็นไปได้เลยที่การขึ้นค่าจ้างจะครอบคลุมผลกระทบจากภาษีการค้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับธุรกิจขนาดย่อม แทบไม่มีแน้วโน้ม ที่จะปรับฐานเงินเดือนนับให้กับพนักงานในสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นไข้เช่นนี้
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างสัดส่วนภาษีกับรายได้ของชาวญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดภาวะที่เงินเฟ้อทะยานสูงขึ้นแต่เศรษฐกิจไม่เติบโต หรือที่เรียกกันว่าสถภาวะ “stagflation” โดยอัตราเงินเฟ้อของซามูไรในปัจจุบันอยู่สูงถึง 3.6% ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนในไตรมาส 2 ปรับตัวลดลงถึง 19.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนภาคเอกชนดิ่งลงถึง 9.7%
ฉะนั้น การขึ้นภาษีการค้าทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ที่ผ่านมานับว่าไม่ดีเลย ยิ่งไปกว่านั้น การค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่นยังซบเซาในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย โดยสัดส่วนการนำเข้าต่อปีดิ่งตัวลงถึง 20% ขณะที่การส่งออกลดลงถึง 1.8%
สำหรับด้านเอกชน แม้แต่บริษัทรายใหญ่ก็ได้ผลกระทบการขึ้นภาษีการค้าไม่น้อยเช่นกัน อาทิ บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ต้องปรับลดการคาดการณ์รายได้ของปีนี้ลงจากปีที่ผ่านมา 1.92 ล้านล้านเยน โดยเป็นผลสืบเนื่องจากแรงซื้อภายในที่อ่อนตัวลง ขณะที่ผลกำไรของ พานาโซนิค คอร์ป ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าที่วางไว้
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขึ้นภาษีการค้านับว่ามีด้านดีอยู่บ้าง ด้วยการช่วยให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโตอย่างร้อนแรง แต่ก็เนื่องจากเหตุที่ทั้งภาคครัวเรือนและเอกชนต่างเร่งจับจ่ายใช้สอยก่อนที่จะมีการขึ้นภาษีการค้าในวันที่ 1 เม.ย.นั่นเอง กระนั้นตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 กลับดิ่งลงเหว กรณีดังกล่าวจึงนับว่าส่งผลดีในระยะสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งนับไม่ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลอาเบะที่ต้องการเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างมั่นคง
แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ดีนัก ด้าน ยูอิจิ โคดามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทประกันชีวิต เมจิ ยาสุดะ แสดงความทัศนะว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังจะเดินหน้าขึ้นภาษีการค้าเป็น 10% เดือน ต.ค. 2015 อย่างแน่นอน
กรณีดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้มากนัก
อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีเวลาเหลืออีกราว 2 ไตรมาสในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะกล้างัดมาตรการใหม่ๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ ทั้งนี้ในปัจจุบัน คะแนนนิยมของรัฐบาลอาเบะเหลืออยู่ที่ราว 51% เท่านั้น ซึ่งย่อตัวลงจาก 64% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจของซีกโลกตะวันตกที่ปรับตัวดีขึ้น น่าจะส่งผลให้การส่งออกของญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีหลังดีตามไปด้วย นับเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีความจำเป็นในนำเข้าพลังงานหลังจากญี่ปุ่นปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศก็นับว่ายังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน
ดังนั้น ประเด็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะยอมดำเนินนโยบายการคลังติดลบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง ถึงแม้ว่าจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมหรือไม่ นับเป็นที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว







