posttoday
เศรษฐีหนีความยุติธรรมสิ้นโอกาสใช้เงินเดินซ่อนในเงา

เศรษฐีหนีความยุติธรรมสิ้นโอกาสใช้เงินเดินซ่อนในเงา

31 พฤษภาคม 2553

พฤติกรรมกินสินบาทคาดสินบน ที่ฝังลึกในบางประเทศไม่เพียงเอื้อให้เกิดเศรษฐีผู้ฉ้อฉลเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางให้คนเหล่านี้หลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรมไปได้อย่างลอยนวล!

พฤติกรรมกินสินบาทคาดสินบน ที่ฝังลึกในบางประเทศไม่เพียงเอื้อให้เกิดเศรษฐีผู้ฉ้อฉลเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางให้คนเหล่านี้หลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรมไปได้อย่างลอยนวล!

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
 
ในสัปดาห์เดียวกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย และยังอยู่ระหว่างการหลบหนีคดีอื่นๆ ในเอเชียก็ปรากฏคดีความประเภท “เศรษฐีหนีคดี ไม่มีโอกาสใช้เงิน” ในทำนองเดียวกัน นั่นคือคดีที่ นายหว่อง กว่องหยู่ หรือ หวงกวงอวี้ มหาเศรษฐีชาวจีน ประธานบริษัท GOME Group ซึ่งถูกทางการจีนลงโทษจำคุกถึง 14 ปี ในข้อหาฉ้อโกงและอินไซเดอร์เทรดดิงในตลาดหุ้น

คดีความของนายหว่องกว่องหยู่ เป็นตัวอย่างล่าสุดที่ย้ำเตือนว่า การเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด ไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุด

ตรงกันข้าม คนเหล่านี้มีแนวโน้มไม่แพ้คนทั่วไปที่จะกลายเป็นอาชญากรนอนซังเต หรืออาชญากรผู้ลอยนวล

แต่ไม่มีโอกาสจะใช้ความมั่งคั่งที่ตัวเองได้กอบโกยมาจากความฉ้อฉล

เศรษฐีหนีความยุติธรรมสิ้นโอกาสใช้เงินเดินซ่อนในเงา

ไม่ว่าจะเป็น มิคาอิล โคคอฟสกี แห่งบริษัทพลังงาน Yukos บุคคลที่เคยติดอันดับร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 16 ของโลก ต้องนอนห้องขังด้วยคดีฉ้อโกง และบัดนี้ไม่เพียงหมดโอกาสใช้เงินของตัวเองเท่านั้น แต่ความมั่งคั่งยังหดหายไปเหลือต่ำกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ชะตากรรมเช่นนี้ยังคล้ายคลึงกับกรณีของ มาร์ธา สจวร์ต ที่ต้องนอนเรือนจำ 5 เดือน ทั้งยังต้องลดระดับตัวเองจากมหาเศรษฐี เป็นเพียงเศรษฐีทั่วๆ ไป

หรือจะเป็นกรณีของ เชม อูซาน มหาเศรษฐีแห่งตระกูล อูซานในตรุกี ซึ่งเป็นรายล่าสุดของตระกูลนี้ ที่หนีคดีความฉ้อโกง ต้องร่อนเร่ไปทั่วโลก ส่วนทรัพย์สมบัติที่เป็นบริษัทราว 200 แห่งถูกรัฐบาลตุรกียึดเป็นของหลวง

ที่น่าสนใจคือ ในบรรดาภูมิภาคต่างๆ ของโลก มีอยู่ 2 จุดที่มีข่าวคราวของมหาเศรษฐีผู้ฉ้อฉลในลักษณะนี้บ่อยครั้งเป็นพิเศษกว่าภูมิภาคอื่นๆ นั่นคือ เม็กซิโกและเกาหลีใต้

กรณีของเกาหลีใต้ มักเป็นที่คุ้นเคยกับคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงของบรรดานักการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็มีมหาเศรษฐีที่พัวพันคดีนี้ไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจก็คือ มหาเศรษฐีเหล่านี้แม้จะถูกดำเนินคดี แต่ในท้ายที่สุดก็ถูกปล่อยตัวออกมากอบโกยความร่ำรวยกันต่อไป

เช่น นายเชแทวอน ประธานบริษัท SK Group ที่นอนซังเตเพียง 7 เดือนจากคดีตกแต่งบัญชี ก่อนที่จะกลับมาบริหารบริษัทเช่นเดิม หรือจะเป็นนายลีคุนฮี ประธานบริษัท Samsung Electronic ที่ถูกตั้งข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีเมื่อปีที่แล้ว แต่ถูกนิรโทษกรรมในเวลาต่อมา และกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมเช่นกัน

ลักษณะเช่นนี้ไม่ต่างจากเม็กซิโกมากนัก

สำหรับเม็กซิโก เป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีชุกชุมที่สุดแห่งหนึ่ง และยังเป็นถิ่นพำนักของนายคาร์ลอส สลิม ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes

อย่างไรก็ตาม เศรษฐีในแดนจังโก้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ “ไม่สะอาด” อยู่หลายราย

สาเหตุที่เม็กซิโกมีเศรษฐีประเภทนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครือข่ายยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งอยู่ในเม็กซิโก

ดังตัวอย่างของเศรษฐีที่ชื่อฮัวคิม กุซมาน โลเอรา หรือ เอลชาโป ซึ่งเป็นเศรษฐีที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด ด้วยค่าหัวสูงถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บัดนี้ก็ยังสามารถลอยนวลได้นานถึง 9 ปี ทั้งยังสามารถกอบโกยรายได้จากการค้ายาเสพติด

แต่ถึงจะยังมีรายได้จากการค้ายา แต่สุดท้ายเอลชาโปก็หมดโอกาสที่จะใช้เงินที่ตัวเองเคยสั่งสมมา

ยาเสพติดไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะมหาเศรษฐีหลายรายมั่งคั่งขึ้นมาได้ และกลายเป็นคนที่เสพติดความฉ้อฉล ก็เพราะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้ง|มโหฬารในสมัยประธานาธิบดี คาร์ลอส ซาลินาส |เด กอร์ตารี เมื่อทศวรรษที่ 90 ซึ่งเปิดทางให้เศรษฐีระดับกลางกลายเป็นเศรษฐีชั้นนำระดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว

หนึ่งในนั้นรวมถึงนายคาร์ลอส สลิม และนายริคาร์โด ซาลินาส ปลิเอโก หนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับโดย Forbes

ถึงแม้จะมั่งคั่งเพียงนี้ แต่มหาเศรษฐีทั้งคู่พัวพันกับคดีฉ้อโกงหลายคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายปลิเอโก ที่ถึงขั้นถูกคณะกรรมาธิการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) สอบสวนในคดีบิดเบือนข้อมูลการลงทุน

อย่างไรก็ตาม การระบุว่าเม็กซิโกและเกาหลีใต้มีมหาเศรษฐีที่ฉ้อฉลมากกว่าที่อื่นๆ นั้น เป็นการระบุตามหลักฐานที่ปรากฏ โดยเฉพาะหลักฐานในเชิงคดีความ เพราะหากไม่ได้วัดด้วยหลักฐานที่ปรากฏชัด ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ จะมีนักโทษผู้มั่งคั่งไม่น้อยกว่าเกาหลีใต้หรือเม็กซิโกเช่นกัน

นั่นเพราะความละโมบของมนุษย์นั้นไร้พรมแดน และมนุษย์ทั่วโลกล้วนมีอุปนิสัยพื้นฐานที่ไม่ต่างกันมากนัก

จึงไม่ต้องประหลาดใจที่จะพบคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในยุโรปตะวันออก หรือพบคนอย่างมิคาอิล โคโดคอฟสกี ในแอฟริกาตะวันตก

คำถามสำคัญก็คือ เหตุใดความพยายามที่จะลากตัวเศรษฐีผู้ฉ้อฉลมาลงโทษตามกบิลเมือง จนประสบความสำเร็จเพียงน้อยครั้งนัก

เป็นที่น่าสังเกตว่า ความสำเร็จในการลากตัวคนเหล่านี้มารับโทษ มักเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก

นั่นอาจเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมในประเทศพัฒนาแล้วมีความเข้มข้นมากกว่า หากจะพิสูจน์อย่างคร่าวๆ กันด้วยดัชนีชี้วัดภาวะคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) ขององค์กร Transparency International ซึ่งผลการสำรวจเมื่อปี 2552 พบว่า 10 อันดับแรกล้วนแต่เป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น ได้แก่ (เรียงตามลำดับ)

นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก สิงคโปร์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา และไอซ์แลนด์

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือกรณีของไอซ์แลนด์ ซึ่งได้มีการอายัดทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทางการเงิน 2 ราย คือนายจอน แอนไกร์ โจแฮนเนสสัน และนายฮานเนส สมาราสัน ซึ่งไม่เพียงกระทำการฉ้อโกงทางการเงินครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้น แต่การกระทำของทั้งคู่ยังผลให้ไอซ์แลนด์ต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดจนถึงขั้นแทบล้มละลายกันทั้งประเทศ

อาชญากรทางการเงินทั้งสองรายไม่เพียงต้องหมดโอกาสใช้เงินที่ตัวเองโกงมาเท่านั้น แต่ยังไม่รอดพ้นกระบวนการยุติธรรมได้อย่างละม่อมเหมือนอาชญากรในประเทศกำลังพัฒนา

เมื่อหันมาพิจารณาดัชนีชี้วัดภาวะคอร์รัปชันของประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศที่ออกชื่อไป รวมถึงไทย จะพบภาพที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ

จากการจัดอันดับเมื่อปีที่แล้ว เกาหลีใต้ ซึ่งแม้จะเข้าข่ายประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังอยู่ในอันดับที่ 39 จากทั้งหมด 180 อันดับ ตุรกีอยู่ในอันดับที่ 61 มอนเตเนโกรในอันดับที่ 69 ไทยในอันดับที่ 84 เม็กซิโกอันดับที่ 89 และรัสเซียอันดับที่ 147
จะสังเกตได้ว่าสถานะของไทยย่ำแย่ยิ่งกว่ามอนเตเนโกร ซึ่งขณะนี้เป็นหนึ่งในสถานที่พักพิงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงอะไรได้หลายอย่าง รวมถึงมูลเหตุที่อาชญากรได้รับการคาดโทษคนแล้วคนเล่า ตั้งแต่กรณีของนายปิ่น |จักกะพาก หรือนายราเกซ สักเสนา จนถึงอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จึงสามารถติดปีกหลบหนีออกจากประเทศไปได้

ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจจาก Transparency International ซึ่งแม้จะไม่มีการระบุถึงไทย แต่น่าจะมีความเชื่อมโยงถึงกรณีของไทยอย่างแนบแน่นก็คือ การวิจัยพฤติกรรมระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจเกี่ยวกับการติดสินบน หรือ Bribe Payers Index ประจำปี 2551

จากการศึกษาประเทศส่งออกชั้นนำของโลก 22 ประเทศ พบว่าเกาหลีใต้อยู่ในอันดับที่ 15 ไต้หวัน 16 อิตาลี 17 บราซิลอยู่ในอันดับที่ 18 อินเดียในอันดับที่ 19 เม็กซิโกอันดับที่ 20 จีนที่ 21 และรัสเซียอันดับที่ 22

พฤติกรรมกินสินบาทคาดสินบน ที่ฝังลึกในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศมานานนม ไม่เพียงเอื้อให้เกิดเศรษฐีผู้ฉ้อฉลเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางให้คนเหล่านี้หลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรมไปได้อย่างลอยนวล!

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถจัดการคือตัวบทกฎหมายที่เข้มงวด มีความพยายามผลักดันมาตรการที่รัดกุมยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังกรณีที่อังกฤษพยายามผลักดันกฎหมายอายัดทรัพย์สินขององค์กรหรือบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตกเป็นเป้าโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และขัดต่อหลักนิติธรรมตามกฎหมายของอังกฤษ และจนถึงขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา

แน่นอนว่าหากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบในที่สุด ย่อมหมายความว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ย่อมจะต้องถูกพิจารณาอายัดทรัพย์สินด้วยเช่นกัน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง หรืออาจถึงขั้นพลอยถูกดำเนินคดีไปด้วย
บางประเทศ สิ่งที่ต้องการที่สุดคือ กฎหมายที่ “ศักดิ์สิทธิ์” เพื่อที่จะลากตัวคนผิดและยุติความมั่งคั่งที่สั่งสมจากความฉ้อฉลของผู้คนได้

แต่สำหรับบางประเทศ สิ่งที่จำเป็นมากกว่านั้น คือธำรงจริยธรรมของผู้คน ทั้งร่ำรวย และยากจน ไม่ให้เสื่อมทรามลงไปกว่านี้

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย