
ฎีกายกคำร้อง"ทักษิณ"ฟ้อง"นาม"ชี้มูลคดีที่ดินรัชดามิชอบ
ศาลฎีกา ยกคำร้อง ไม่รับฟ้อง "ทักษิณ -พจมาน" ฟ้อง"นาม ยิ้มแย้ม" และคตส.รวม11คน ทำสำนวนฟ้องคดีที่ดินรัชดา มิชอบ
ศาลฎีกา ยกคำร้อง ไม่รับฟ้อง "ทักษิณ -พจมาน" ฟ้อง"นาม ยิ้มแย้ม" และคตส.รวม11คน ทำสำนวนฟ้องคดีที่ดินรัชดา มิชอบ
วันที่ 14 ส.ค. ศาลอาญานัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิง พจมาน ณ ป้อมเพชร มอบอำนาจให้ นายบุญเฉียว ดุษฎี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และคณะกรรมการ รวม 11 คน ในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
จากกรณีที่นายนาม พร้อมพวก ในฐานะประธาน และกรรมการ คตส. ได้มีมติชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ทักษิณว่าทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณต้องตกเป็นจำเลยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องโทษจำคุกและถูกริบทรัพย์สินมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท เป็นการกลั่นแกล้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
ซึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษายกฟ้องไปก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลเนื่องจากกฎหมายได้บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
โดย ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่าที่โจทก์ฎีกาว่าคดีนี้ยื่นฟ้องก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศของคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. จะบังคับใช้ นั้น ศาลเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมที่ให้ คตส. มีอำนาจเสมือน ป.ป.ช. ในการฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นเรื่องของการกำหนดเกี่ยวกับวิธีการ แต่ไม่ใช่การแก้กฎหมายของสารบัญญัติ ดังนั้นเมื่อมี พ.ร.บ.มีการประกาศใช้ ก็มีผลบังคับใช้ทันที ประกอบกับคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลเนื่องจากกฎหมายได้บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นฎีกาของโจทก์ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ ให้ยกฟ้อง พร้อมให้จำหน่ายคดีออกสารบบความ







