posttoday
คสช.ต้องใจใหญ่ "กล้าไหม นิรโทษสูตร สองป."

คสช.ต้องใจใหญ่ "กล้าไหม นิรโทษสูตร สองป."

03 สิงหาคม 2557

สิ่งที่ทุกคนยังไม่ได้พูดกันตอนนี้ คือหัวใจของการปรองดอง นั่นคือการให้อภัย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสร้างวาทกรรม ปฏิรูป คืนความสุข แค่ไหน แต่ภารกิจที่ท้าทายหัวหน้า คสช. นั่นคือ การสร้างความปรองดองจากปัญหาความขัดแย้งการเมืองร้าวลึกมา 10 ปี

ถึงแม้ว่าคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย จะถูก คสช.จับซุกไว้ใต้คำสั่งทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ห้ามเคลื่อนไหวการเมืองเช่นเดียวกับกลุ่ม กปปส. ทว่าคนเสื้อแดงก็มิได้ตายขาดไปจากประเทศไทย

วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่งเสียงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ถ้าจะปรองดองกันจริง คสช.ต้องรู้จักให้อภัย

“สิ่งที่ทุกคนยังไม่ได้พูดกันตอนนี้ คือหัวใจของการปรองดอง พูดเรื่องปรองดองทำโน่น ทำนี่สารพัด แต่ยังไม่มีใครแตะไปถึงหัวใจของมัน นั่นคือการให้อภัย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน เป็นเรื่องทีหลัง เรื่องกฎหมายมันเรื่องเล็ก ที่สำคัญคือใจคน พร้อมหรือยัง หรือใจใหญ่พอหรือยัง”

จอมพล ป. ให้อภัยศัตรู-ป๋าเปรม แก้คอมมิวนิสต์

วีระกานต์ บอกว่า หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว ทาง คสช.ได้เรียกแกนนำม็อบไปสอบถามความเห็นเรื่องการปรองดองเมื่อเดือนที่แล้ว ได้บอกไปว่า ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่เมื่อคุณต้องการปรองดองสมานฉันท์ ก็ไม่ขัดขวาง และได้ยกตัวอย่างการให้อภัยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน

“จอมพล ป. เพราะเป็นผู้นำมานาน ยุคสุดท้ายท่านเจอศัตรูเยอะมาก ไม่รู้จะตายวันไหน ศัตรูถูกนำไปขังคุก นำไปประหารชีวิตก็มี ท่านเลยเสี่ยงชีวิตทุกวัน ถ้ายังอยู่ในอำนาจต่อไปบรรยากาศก็เขม็งเกลียว ชีวิตนายกรัฐมนตรีไม่ปลอดภัย

...ปี 2499 ในโอกาสพุทธชยันตีครบ 25 ศตวรรษ ท่านได้ ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะคิดว่านี่คือเครื่องมือในการปรองดอง ศัตรูที่ถูกจับไปทั้งหมด ประกอบด้วย นายทหาร พวกเจ้า นักการเมือง ที่ถูกเนรเทศไว้ที่เกาะตะรุเตาก็ถูกปล่อยหมด ปรากฏว่าเมื่อทุกคนได้รับการปลดปล่อย นิรโทษแล้ว ผลคือ ศัตรูไม่เป็นศัตรู ไม่มีใครประทุษร้ายอีกต่อไป

วีระกานต์ ระบุว่า ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ได้ออกคำสั่ง 66/23 แก้ปัญหาความขัดแย้งที่รัฐไทยสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์ มีคนตายเป็นจำนวนมาก เมื่อ พล.อ.เปรม นิรโทษกรรมให้ ก็ทำให้ปัญหาลดลง ไม่ต้องยิงกันระหว่างตำรวจ ทหาร และคอมมิวนิสต์

“ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็มีความคล้ายกับ 66/23 ในแง่ที่ว่าเป็นปัญหาในระบอบ ไม่ใช่ตัวบุคคล คนในชาติแตกแยกกันมาก จนเกือบจะฆ่ากันอยู่แล้ว จึงต้องทำปฏิวัติ และนี่คือเหตุผล เมื่อเขาทำสำเร็จแล้วเพื่อความสงบสุขราบรื่น ก็ทำงานปรองดอง ดังนั้นการแก้ปัญหาอาจแก้โดยใช้หลักสูตร 66/23 ของ พล.อ.เปรม ผสมกับสูตรของจอมพล ป. ก็ได้ แล้วแต่ใครจะคิด แต่จิตใจจะต้องใหญ่พอ คิดถึงการให้อภัยหรือไม่ ซึ่งพวกผมได้เสนอแนะเรื่องปรองดอง แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้ยินเสียงว่าจะมีใครเสนอต้องอภัยกัน เลิกแล้วต่อกันเลย”

ข้อโต้แย้งจากฝ่ายที่คัดค้านการนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทั้งหมดเพราะเกรงว่า ทำผิดแล้วไม่เข็ดหลาบ ประเด็นนี้ “นายหัววีระ” ชี้แจงว่า ก็ต้องลองให้อภัยก่อน ถึงจะรู้ว่าไม่เข็ดหลาบจริงไหม แต่ถ้าจะให้อภัยกันจริงต้องทุกระดับลงไปถึงรากหญ้า เพราะหลายคนมีความทุกข์ยังหนีอยู่ ผิดหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่หนีไว้ก่อน หาความสงบสุขไม่ได้ ถ้าคนพวกนี้ได้รับการประกาศว่ากลับมาบ้านได้ อยู่ได้ตามปกติสุข ก็จะไม่มีใครรบกวนต่อไปอีกแล้ว บรรยากาศจะซาลง สงบ แล้วทำไมไม่ลองเสี่ยงดู

ถามไปว่า ถ้าต้องให้อภัยกันควรนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า ถ้าจะออกกฎหมายเว้นคนคนเดียวก็ไม่ควรทำ “การให้อภัยต้องให้ทุกคน จะมายกเว้น “นาย ก.” ก็ตลก

วีระกานต์ บอกว่า ช่วงที่ขึ้นเวทีมหกรรมปรองดองที่ท้องสนามหลวง ยืนประกบข้างกับปลัดกระทรวงกลาโหมนั้น ก็ถูกคนเสื้อแดงตั้งคำถามมากว่า อุดมการณ์เปลี่ยนไปแล้วหรือ ไปสมคบกับพวกรัฐประหาร

“ทหารมาขอให้ร่วมงานปรองดอง ผมก็ไป ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นเวที แต่ถึงขึ้นก็ไม่เป็นไร เพราะไม่น่าเกลียด จะให้ทำอะไรก็ได้ เพราะเราสนับสนุนอยู่แล้วเรื่องการปรองดอง ตั้งแต่ตอนที่ผมเรียกร้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์

...มาถามผมว่า สันติวิธีแล้วไปปรองดองกับทหารทำไม ผมก็จะถามต่อว่า แล้วจะยังไง จะรบกับทหารหรือ จะประกาศเป็นสงครามเลยไหม ถ้าอย่างนั้นผมไม่เอาด้วย อุดมการณ์ที่คุณ (เสื้อแดง) ถามผมมันคืออะไร เพราะถ้าคุณยังไม่รู้อุดมการณ์ของเรา มาพูดไปก็ไม่เข้าใจ ตอนนั้นเราชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยและต้องสันติวิธี แต่ก็มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่ไม่ชอบสันติวิธีและพวกนั้นก็ไม่ชอบที่เราประกาศอย่างนี้ ผมก็บอก ถ้าไม่ชอบ ก็ไปเลย”

คสช.ต้องใจใหญ่ "กล้าไหม นิรโทษสูตร สองป."

ติดหล่มจัดระเบียบ ปชช.ผิดหวัง เกิดปฏิวัติซ้อน

วกมาที่ คสช. วีระกานต์ ชม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า น่าจะทำได้ดี แต่ก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อได้อำนาจไว้ในมือก็ต้องใช้ ไม่อย่างนั้นก็จะถูกด่าอีก

“ตอนนี้ต้องพยายามเชื่อใจก่อนว่าเขาพูดจริงจะไม่อยู่ยาว อยู่ตามเวลาที่สัญญาไว้ แต่อาจมีสิ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเปลี่ยนความคิดในตอนหลัง ซึ่งต้องไปดูที่เหตุและปัจจัย”

สำหรับ วีระกานต์ ยอมรับการเข้ามาของ คสช. และลึกๆ อยากให้แก้ปัญหาที่รัฐบาลเลือกตั้งทำไม่ได้ มีหลายเรื่องที่จะทำได้จากการยึดอำนาจ เพราะปัญหาบางเรื่องใช้กฎหมายธรรมดาหรือใช้ศาล 3 ศาลก็แก้ไม่ได้ เช่น การจัดระเบียบหาบเร่ แผงลอย เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีการทับซ้อนกัน เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปัจจุบันยกฐานะเป็นเทศบาลเต็มประเทศทุกตารางนิ้ว แล้วองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยังมีความจำเป็นหรือไม่ คสช.มองเห็นเรื่องนี้ว่าเป็นปัญหาแค่ไหน เพราะถ้าเอางบประมาณที่เอาไปอุดหนุน อบจ. เอาไปให้ อบต.แทน การบริหารส่วนท้องถิ่นก็จะทำได้ดีกว่านี้ รวมถึงการบุกรุกที่สาธารณะ โดยเฉพาะคูคลองในกรุงเทพฯ จะทำอย่างไรให้เอาคนที่รุกล้ำออกจากคลอง เช่น คลองเปรมประชากร

“รัฐบาลเลือกตั้งจะมาทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้ จะกระทบหมด ถ้าจะปฏิรูปประเทศและกล้าจริง คสช.นี่แหละต้องทำ ถึงจะวางรากฐานประเทศได้ เรื่องนี้คือเรื่องหลักที่ต้องทำ ถ้ามีโอกาสก็ต้องทำ”นายหัววีระ ฝากความหวัง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับปัญหาโครงสร้างการเมืองก็เช่นกัน วีระกานต์ บอกว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐธรรมนูญจะต้องมีการแก้ไข ส่วนข้อเสนอให้มีการลงโทษแรงกับนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นหรือซื้อเสียงนั้น

ไม่ขัดข้อง จะไปลงโทษอย่างไรก็ลงโทษไป แต่ต้องทำโดยเสมอภาค เช่น คสช.จะแถลงบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ อายุความคดีทุจริตคอร์รัปชั่นก็ต้องไม่มีด้วย

“ถ้าทำได้ก็ต้องทำให้เหมือนกันทั้งหมด ตั้งกฎเกณฑ์กีดกันให้พวกผมออกจากสารบบเลย ก็ไม่เป็นไร เราก็ทำมาหากินอยู่ข้างนอกกันไป ไม่ต้องไปยุ่งกับการเมือง แต่เมื่อมีประชาธิปไตยขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีก”

อย่างไรก็ตาม วีระกานต์ วิเคราะห์ว่า คสช.จะติดหล่มจากปัญหาการจัดระเบียบทั้งหลาย เพราะปัญหาประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายก็จะเป็นข้ออ้างขออยู่ในอำนาจต่อ เช่น จะไปปราบคนบุกรุกป่า ก็จะไปเจอกลุ่มนายทุนคนรวยพวกเดียวกันเอง แม้แต่ปัญหาหาบเร่แผงลอย ทางเท้าไม่ใช่ว่าจะจบลงง่ายๆ หรือปัญหาราคาลอตเตอรี่ก็ยังแก้ไม่ได้

“ถ้า คสช.ไม่สามารถแก้ได้จริงก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก เช่น เศรษฐกิจ วงการนักธุรกิจ อุตสาหกรรม ที่สนับสนุนการยึดอำนาจ ก็จะเริ่มรู้ว่าตัวเองเริ่มเดือดร้อน ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก แม้แต่ชาวนา เมื่อสิ้นฤดูกาลข้าวจะขายราคาอย่างไร ความเดือดร้อนเหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมกัน

“เมื่อแก้ไม่ได้ ปัญหาต่างๆ ยังไม่เรียบร้อย ยังไม่สงบ จะเป็นเหตุในการใช้อ้างคงอยู่ในอำนาจต่อไป คสช.จะแก้ปัญหาวนเวียนอยู่อย่างนั้น แก้ได้แค่ผิวเผิน ไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้จริง

อย่าลืมว่าปัญหาเศรษฐกิจทำให้ทุกรัฐบาลปวดหัวมามาก เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม ทางรวยทางลัด ค้ายาเสพติด ทหารยุคนี้เขามีความรู้ แต่ก็ขาดประสบการณ์ จะไปบริหารธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ โจรจะเข้าไปควบคุมรัฐวิสาหกิจก็นับวันเจ๊งได้ วิธีของทหารจะเอาไปใช้กับทุกเรื่องไม่ได้ อำนาจเด็ดขาดจะนำไปใช้กับธุรกิจไม่ได้”

เมื่อ คสช.เจอกับปัญหาใหญ่ สุดท้ายจะเป็นอย่างไร? “เท่าที่เราเห็นกันมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย เมื่อประชาชนเดือดร้อนและเริ่มทนไม่ได้ ก็จะเกิดปฏิวัติซ้อน หรือเกิดการปฏิวัติประชาชน”

“เมื่อเวลาผ่าน สถานการณ์เปลี่ยน ความเดือดร้อนประชาชนมากขึ้น เขาก็อาจลุกขึ้นมาทำอะไรก็ได้ ผมทำนายจากประวัติศาสตร์ที่เคยดูมา เท่าที่เห็นก็ล้มไม่เป็นท่าไปทุกชุด ไม่รู้ล่ะ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ”

วีระกานต์ บอกว่า หาก คสช.สืบทอดอำนาจ ต่อท่อ ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็จะถูกต่อต้านเหมือนในยุค คมช. แล้วจะโดนรุมทั้งจากนักการเมืองที่อยู่เวลานี้ ก็อาจไม่วางเฉย คสช.ต้องเผชิญการต่อสู้ของคนกลุ่มใหม่ ทั้งจากอดีตสมาชิกวุฒิสภาชุดเลือกตั้งที่เข้ามาไม่กี่วัน แต่ถูกยกเลิกไปโดยคณะปฏิวัติ คนเหล่านี้ไม่ผิดและเสียเงินไปแล้วกับการสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีใครมาชดใช้ให้ พวกนี้จะย้อนกลับมาเป็นศัตรูหมด

“ที่ผ่านมาผมพูดกับเขาว่า ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ถึงจะรักษาตัวเองให้ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าช้าไป เริ่มมีเงื่อนเวลาที่บ่งบอกว่าจะต้องช้า ประชาชนก็จะไม่ได้รับความร่วมมือ ทุกรัฐบาลจะบริหารงานได้สำเร็จต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน นี่คือเคล็ดลับ ดังนั้นคุณต้องสร้างเสน่ห์เอาเอง ไม่ใช่ใช้พระเดช ใช้กฎหมายบังคับให้คนร่วมมือ คนจะร่วมมือเพราะศรัทธา เชื่อถือ ”

ช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ทหารจะทำอย่างไรไม่ให้คู่ขัดแย้งเดิมกลับมาเช็กบิล วีระกานต์ ตอบว่า การที่ทหารจะรักษาสถานภาพขณะนี้ หรือระวังตัวกลัวการเช็กบิล คสช.ก็จะออกกฎหมายลบล้างมลทิน ไม่มีโทษอยู่แล้ว ใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ซึ่งถ้าคิดจะต่อท่ออำนาจเพื่อหวังให้รุ่นหลังมาคุ้มครองรุ่นเก่า รุ่นหลังเขาไม่ยอมเอาชีวิตของเขามาให้รุ่นพี่ ถ้ารุ่นพี่ทำไม่ดีต้องรับกรรมเอาเอง ใครจะมาคุ้มครองดูแลไม่ได้ หรือถ้าทหารจะตั้งพรรคมาสืบทอดอำนาจ สมัยนี้ไม่ต้องโจ่งแจ้ง อ่านกันออกหมด เพราะเห็นแววกันเร็วอยู่แล้ว ถ้าทำก็ซ้ำรอย อย่างพรรคสามัคคีธรรม

คสช.ต้องใจใหญ่ "กล้าไหม นิรโทษสูตร สองป."

บทเรียนรัฐบาลเพื่อไทย ไม่โปร่งใส ขาดเอกภาพ

ทิศทางของขบวนการเสื้อแดงจากนี้จะเป็นอย่างไร จะกลับมาเติบใหญ่  หรือ อวสานจบสิ้น  อดีตประธานนปช. วิเคราะห์ว่า นปช.จะอยู่หรือไม่ เป็นไปตามสัจธรรม สิ่งใดเกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป แต่สิ่งที่ ไม่ดับ คือ  เสื้อแดงที่นับวันจะงอกอยู่ทั่วประเทศในทุกพื้นที่ เขาก็ยังติดต่อกันอยู่  เพียงแต่เป็นภาวะที่ไม่มีแกนนำเพราะทหารเกาะติดทั้ง โทรศัพท์ การเดินทาง จึงไม่สามารถทำอะไรได้ จะเคลื่อนไหวอะไรก็ทำไปโดยเอกเทศตามแต่ละกลุ่ม มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือ คสช. จะได้รู้ว่า ประชาชนคิดอย่างไร 

ส่วนผลเสีย ถ้าไม่มีแกนนำ ความคิดก็จะกระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีน้ำหนัก  ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะมันสะเปะสะปะกระจายตัว และสามารถทำอะไรที่เป็นปัญหาได้

“นปช.มีแกนนำอยู่ไม่มากซัก 20 คน ก็ยังพบปะกันได้บ้าง มีผม จตุพร ณัฐวุฒิ เหวง ที่พบกันบ่อย   แต่ไม่ได้เรียกประชุมใคร   เราวางเฉย ไม่นัดชุมนุม ระยะนี้จึงดีหน่อย ต่างคนต่างยังสงบ รอดูเหตุการณ์ หรือจะเรียกว่าอยู่ในภาวะฉะงักงันจึงยังไม่ก่อให้เกิดผลใดๆแต่ว่าถ้าต่อไปอนาคตไปถึงอีกระดับหนึ่ง

วีระกานต์ เชื่อว่า  ในอนาคตคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวแน่  แต่ไม่รู้รูปแบบไหน  น่าจะเป็นคลื่นลูกใหญ่อีกครั้งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทย  

“มันจะเกิดขึ้นในช่วงที่ทำรัฐธรรมนูญถาวร และเริ่มเห็นแนวโน้มความเป็นไปของประเทศ จากโครงร่างของรัฐธรรมนูญ ที่เขาคงจะรับไม่ได้ เพราะนำไปสู่ประชาธิปไตยปลอม เขาก็คงจะต่อต้านแน่แต่ถ้าผู้มีอำนาจเข้าใจผิดตีค่าว่าเขาเป็นศัตรู ก็จะก่อให้เกิดความรุนแรงอีกเกิดความเสียหาย เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก”

บทเรียนที่เกิดขึ้น ถ้าย้อนเวลาได้ จะทำอะไรเพื่อไม่ให้เกิดการยึดอำนาจ?

“ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยในขณะนั้น ไม่มีอะไรที่จะต้องไปแก้ไข  แต่ยอมรับว่า ฝ่ายเรามันมีหลายฝ่ายรวมกันเป็นรัฐบาล และก็ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เสื้อแดงก็ยังเป็นภาคประชาชน รัฐบาลเองก็ปวดหัวอยู่เหมือนกันกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เสื้อแดงเองก็อึดอัดการทำงานของรัฐบาลไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันแท้จริง บางคนก็ฝีมือไม่ถึงเกือบจะทุกๆ ด้าน   มันก็ทำให้เละ จนประชาชนเบื่อระบอบประชาธิปไตยไปด้วย บางคนก็มือไม่สะอาด ชี้แจงก็ไม่ได้  ถ้าเรื่องโปร่งใสจริงก็ต้องชี้แจงได้ มันก็เลยถูกโยนข้อหาทุจริตสาหัสนับแต่นั้น ทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้ปกครองประเทศ  จากนั้น พอรัฐบาลทำอะไรก็เสื่อมไปหมด

วีระกานต์ อธิบายว่า  ทหารเตรียมตัวกับการยึดอำนาจมาเป็นปีสองปี ทุกอย่างไปเป็นตามแผน รัฐบาลเองก็ไม่มีอำนาจสั่งการ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อปี 2519 มีรัฐบาลบริหารประเทศแต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการ ก็เข้าแผนฝ่ายยึดอำนาจ เรื่องแบบนี้ห้ามไม่ได้

ถ้าคิดได้จะยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตไหม?   เจ้าตัว ตอบ “เราสละจนจะหมดอยู่แล้ว รัฐบาลก็ยุบสภา แต่ตอนนั้นเหตุที่รัฐบาลดื้ออยู่ ไม่ลาออก เพราะติดข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วจะให้ทำยังไง เท่ากับเราติดกับดัก เมื่อรัฐบาลไม่มีอำนาจสั่งการข้าราชการ ก็จบ”

“ช่วงนั้นเราคิดว่าทหารมีประสบการณ์จากการทำยึดอำนาจครั้งที่แล้วปี 2549 ที่เกิดปัญหา เราทั้งไว้ใจและวางใจ  แต่ถ้าเราไม่ไว้ใจ เราก็ทำอะไรทหารไม่ได้  เราคิดว่า ถ้าทหารจะทำก็คงคิดมาก และเชื่อว่า การเลือกตั้งจะเป็นหนทางที่จะปลดปล่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่ทุกองค์กรเขาเตรียมการจัดการเราโดยเฉพาะ สรุปเราโดนล็อคทุกทาง”

คสช.ต้องใจใหญ่ "กล้าไหม นิรโทษสูตร สองป."

ความสุขปลอมๆ สู้เพื่อประชาธิปไตย

เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องสะดุดลงจากการปฏิวัติ คสช. แกนนำเสื้อแดงหลายคนถือโอกาสฟื้นฟูร่างกายหลังกรำศึกสงครามชิงเมืองมาหลายปี และคงเป็นช่วงเวลาพิเศษสุดที่จะได้อยู่กับตัวเองเหมือนคนปกติทั่วไป สำหรับ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ใช้ชีวิตช่วงเว้นวรรคนี้ด้วยการออกกำลังกาย เตะบอล กับเหล่าแกนนำเสื้อแดง ทั้งจตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรียกกำลังให้มีเรี่ยวแรง

“เตะกับพวกกันเองนี่แหละ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เตะทีก็เจ็บที เวลาไม่ได้เตะ เดินไปไหนมาไหนก็ต้องถือไม้เท้า เพราะเวลาก้าวเดินแต่ละก้าวก็เจ็บ”

ภาพลักษณ์ที่ชอบถือไม้เท้าติดตัว เจ้าตัวบอกว่า ชอบไม้เท้ามาตั้งแต่วัยรุ่น เพราะมีความรู้สึกว่าไม้เท้ามีเสน่ห์อะไรบางอย่าง อาจเพราะได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งยุคก่อน โดยเฉพาะคนอังกฤษมักจะถือไม้เท้า และยิ่งเห็นพระรูปไหนถือยิ่งชอบใจใหญ่ เช่น หลวงปู่แหวนท่านก็ถือไม้เท้า

ประวัติโชกโชน อยู่บนถนนการเมืองมายาวนาน วีระกานต์ ชื่อเดิม “วีระ มุสิกพงศ์” ฉายาในอดีต “ไข่มุกดำ” คลุกคลีอยู่บนถนนการเมืองมาค่อนชีวิต มีบทบาทเรียกร้องประชาธิปไตยมาไม่น้อย ในอดีตเคยร่วมกับ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ โค่นล้มรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อปี 2520 แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเจ้าตัวต้องจำคุกด้วยข้อหากบฏเป็นเวลา 2 ปี

ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ วีระกานต์ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี 3 สมัย คือ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมช.มหาดไทย ต่อมาในปี 2531 นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในการปราศรัยหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ ต้องโทษจำคุก 4 ปี ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ แต่อยู่ในเรือนจำได้หนึ่งเดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ

ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วีระกานต์ร่วมต่อต้าน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ถูกออกหมายจับจึงเข้ามอบตัว ก่อนจะถูกฝากขังที่โรงเรียนพลตำรวจนครบาลบางเขน เมื่อเกิดปฏิวัติอีกครั้ง เจ้าตัวอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เข้าร่วมต่อสู้ เป็นแกนนำเสื้อแดง จนมารับตำแหน่งประธาน นปช. ขับไล่ระบอบอำมาตย์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ โดนน่วมไปหลายคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะสองคดีใหญ่จุกอก คือ คดีก่อการร้าย และคดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

“คดีบ้านสี่เสาจะจบแล้ว ส่วนคดีก่อการร้ายกำลังจะสืบพยาน จะทำต่อเนื่องยาวเป็นเดือน ครั้งนี้ศาลนัดไต่สวนรวด น่าจะจบเร็ว เพราะศาลเขาปฏิรูประบบการพิจารณาคดีใหม่ไม่ให้ล่าช้า จากเดิมเดือนนึงนัดครั้งเดียว ปีนึงได้ 12 ครั้ง ตอนนี้เราก็ต้องศึกษาคดีเรื่อยๆ เขาเขียนคำให้การไว้ ผมก็มาตรวจแก้”

ถามถึงคดีบ้านสี่เสาจะจบอย่างไร วีระกานต์อดีต “ลูกป๋า” บอกว่า ที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ไม่ได้ติดต่อพูดคุยด้วย “เราก็คงทำกับแกพอสมควร ก็เพราะเราเชื่อ แกอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ เมื่อแกปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปว่ากัน”

ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และวนเวียนบนถนนการเมืองและอำนาจมาได้อะไรกับตัวเองบ้าง วีระกานต์ตอบแบบปลงๆ

“บทเรียนที่ผ่านมา คือไม่ได้อะไรเลย ชีวิตสูญเปล่า เกิดมาแล้วถึงเวลาจะตายก็ยังไม่มีผลลัพธ์อะไร สู้เพื่อประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีความสุข แต่เป็นของปลอม สุขก็สุขปลอมๆ ยังไม่ใช่สุขของแท้

“เรารู้สึกว่าชีวิตนี้คงไม่ได้เห็นแล้ว ไอ้อุดมการณ์ประชาธิปไตย มันยิ่งห่างออกไปเรื่อย ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งหนีไป ที่ผ่านมาสู้เพื่อส่วนรวมแล้วมันก็ไม่ได้ผล ล้มเหลว ตลอดชีวิตก็ไร้ค่า ก็คิดว่าจะเอาประโยชน์ส่วนตัวจากธรรมะบ้างที่ทำแล้วกับตัวเองจริงๆ”

บนเส้นทางการเมืองที่เชี่ยวกรากเกือบ 40 ปี กับอายุปัจจุบัน 66 ปี วีระกานต์เปรยว่า คิดจะเกษียณตัวเองอยู่เหมือนกันในไม่ช้านี้ เวลานี้ทำอะไรไหวก็ทำไปก่อน แต่ถ้าไม่ไหวก็บวช ทุกวันนี้คิดถึงแต่เรื่องบวช ส่วนจะบวชวัดไหนนั้นไม่ได้จำกัดไว้ ที่ไหนก็ได้

“ไอ้ที่เขาบอกว่าถ้าปฏิบัติธรรมแล้วจะพบเห็นอะไรต่างๆ มาก ก็อยากจะลองดูว่าถ้าทำเองจะเกิดขึ้นหรือไม่ เรามีความอยากจะรู้ อุตส่าห์เกิดมาเป็นชาวพุทธสักทีหนึ่ง ถ้าไปบวชแบบย็อกแย็ก (ไม่จริงจัง) คงไม่ได้เรื่อง การบวชเป็นการเอาประโยชน์เข้าตัวเองบ้าง ธรรมะเมื่อทำแล้วก็ได้กับตัวเอง ไม่มีใครทำให้ได้ เป็นสิ่งเดียวที่จะติดตัวไปจนตายคือธรรมะ”

“ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้คิดถึงธรรมะมาก เพราะว่าอย่างน้อยก่อนตายเราควรได้สัมผัสรสชาติของธรรมะด้วยการปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นจะน่าเสียดาย ถ้าได้ธรรมะมาบ้างถือว่าชีวิตจะคุ้มค่าที่ได้เกิดมา ผมเคยเดินจงกรมตั้งแต่อยู่บุรีรัมย์เมื่อปี 2531 พระมาสอนก็รู้สึกเลื่อมใส ช่วงนั้นไม่มีความทุกข์อยู่เลย นี่แหละคือสิ่งที่จะได้กับตัวเอง ไม่ได้กับใคร”

ถ้าบวชแล้วคิดจะสึกหรือไม่ อดีตประธาน นปช. นิ่งสักครู่พลางว่า “ถ้าบวชก็คงจะบวชยาวให้มันถึงรากถึงโคน แต่โดยมากเขาจะไม่ตั้งจิตปณิธานหรอกว่าไม่สึก อยู่ได้เท่าไหร่ก็อยู่ แต่ถ้าอยู่แล้วเข้าถึงหลักธรรมข้างต้นไปบ้างแล้ว ก็จะไม่สึกไปเอง มันจะเกิดอารมณ์เบื่อไปเอง จะเพลินไปในหลักธรรม ที่พูดนี่จะบวชเมื่อไหร่ยังไม่รู้นะ แค่คิดไว้เท่านั้น”

วีระกานต์ย้อนเกร็ดชีวิตการเมืองที่ทำให้ผูกพันกับธรรมะว่า เมื่อก่อนตอนถูกขังคุกมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมะทุกที เรียกได้ว่าอยู่คู่กันมาซึมซับศาสนาผ่านห้องขังก็ว่าได้ พูดง่ายๆ คนเราเมื่อไหร่ที่มีความทุกข์ ก็จะมีความคิดหันหน้าเข้าหาศาสนาเพื่อทำความเข้าใจกับมัน และนำมาใช้กับชีวิตจริงเพื่อที่จะได้ไม่ทุกข์ และถ้าติดคุกติดตะรางอีกก็ไม่ทุกข์แล้ว เพราะเท่าที่ติดมาครั้งใหญ่ก็ 6 ครั้งเข้าไปแล้ว รอบเล็กรอบน้อยไม่นับ ถ้าเดินไปสู่คุกอีก ก็ไม่ทุกข์แล้ว เมื่อเขาเอาเราไปขังคุก ก็เหมือนว่าเราได้บวชพระ มีชีวิตแบบพระ เพราะไม่ต้องทำอะไร แต่ละวันก็นั่งสมาธิภาวนา กลางคืนก็สบายจะตาย ไม่มีใครรบกวน ข้าวปลาอาหารมีให้กิน 3 มื้อ เวลาที่จะไปเหลวไหลไม่มี เหล้ายาปลาปิ้งไม่มีกิน แบบนี้ก็เป็นพระได้

“ตอนที่ทหารภายใต้ คสช.ควบคุมตัวไป ผมก็บอกตู่ จตุพร ว่า เอาน่า ถือว่ามาบวชแล้วกัน แต่จะต่างจากบวชทั่วไป ที่จะมีพระพี่เลี้ยงดูแลในระยะแรก ถึงจะออกธุดงค์ แต่นี่เราบวชแล้วธุดงค์เลยลัดขั้นตอนไป เพราะวันนั้นที่ที่เขาพามาเขาไม่ให้รู้จักเลยว่าอยู่ไหน นี่ล่ะคือการบวชแบบออกธุดงค์องค์เดียว เพราะทันทีที่ไปถึงแต่ละคนก็ถูกจับแยกให้อยู่บ้านคนละหลัง ส่วนตัวผมเองวันๆ ก็นั่งสมาธิ เบื่อก็เดินจงกรม ทำแบบนี้ทุกวัน เวลา 7 วันก็ผ่านไปรวดเร็ว แต่ถ้าไม่คิดอย่างนั้นก็ทรมาน”

คสช.ต้องใจใหญ่ "กล้าไหม นิรโทษสูตร สองป."

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย