
เศรษฐกิจหลังเหตุจราจล
...ชาติชัย พาราสุข
เฮ้อ บ้านเมืองของเราทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้ ผมเห็นเหตุผลของการชุมนุมประท้วงและเคารพในแนวความคิดของกลุ่มเสื้อแดง ด้วยทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเห็นที่แตกต่าง แต่ผมไม่เห็นเหตุผลของการเผาบ้านเผาเมือง ที่จริงแล้วผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า
“ผู้บงการ” ต้องการอะไร ฉลาดปานนั้น ทำไมถึงคิดได้สั้นอย่างนี้ เพราะสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปเป็นการฆาตกรรมแนวความคิดของคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิง ต่อไปนี้คนเสื้อแดงพูดอะไรสังคมก็จะไม่ยอมฟัง ด้วยใครจะฟังความคิดของอันธพาล ทั้งๆ ที่แนวความคิดของเขาสังคมควรจะต้องฟัง หลายสิบปีของการพัฒนาประเทศ ประโยชน์ตกอยู่กับคนกลุ่มน้อยที่คนเสื้อแดงเรียกว่า “อำมาตย์” ซึ่งผมว่าน่าจะตรงกับศัพท์อังกฤษที่เรียกว่า Elites จริงอยู่ประเทศไทยมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่องว่างระหว่างคน “มี” กับคน “ไม่มี” กลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ และเหตุผลเดียวที่คน “ไม่มี” สามารถจะบริโภคตามระดับความก้าวหน้าของเศรษฐกิจได้ก็มาจากการกู้ยืม มิได้มาจากการเติบโตของรายได้อย่างเท่าเทียมกัน ข้อยืนยันคือหนี้ภาคประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่รัฐบาลนี้ก็ทำเช่นเดียวกันกับรัฐบาลหลายๆ รัฐบาลในอดีต คือ สร้างรายได้เทียมให้คนระดับล่างผ่านการกู้ยืมและการใช้งบประมาณแผ่นดิน เมื่อคนระดับล่างมีรายได้ (ปลอมๆ) เพิ่มขึ้นย่อมบริโภคมากขึ้น ตัวเลขอัตราการเติบโตของ GDP ก็ดีขึ้น ซึ่งทำให้ทุกอย่างดูดีในสายตานักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุน แต่ที่สุดแล้วความมั่งคั่งตกอยู่กับใคร คนระดับล่างที่กู้ยืมมาบริโภค หรือคนระดับบนที่กุมเศรษฐกิจประเทศผมขอหยุดแค่นี้ ขืนอธิบายต่อไปท่านผู้อ่านจะคิดว่าผมเป็นคนเสื้อแดง ซึ่งขอยืนยันว่าไม่ใช่ ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเหตุผลของคนเสื้อแดงเป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ผมจึงต้องนำแนวความคิดมาวิเคราะห์ ขอพูดตรงๆ ได้ไหม ที่ว่าคนเสื้อแดงทำเพื่อคนที่อยู่นอกประเทศ หรือทำเพื่อล้มล้างสถาบัน ผมมองว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ หรือ Propaganda ของอีกฝั่งความคิด เหมือนที่รัฐบาลในสมัยที่ผมเป็นเด็กๆ หลอกผมว่าคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งชั่วร้าย และทุนนิยมเป็นสิ่งที่ดี แหม ถ้าคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งชั่วร้าย วันนี้ทั้งโลกมานั่งชื่นนั่งชมประเทศจีนทำไม ไม่รู้หรือว่าเขาปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ส่วนระบบทุนนิยมนะหรือ ดีแน่ เราถึงมีวิกฤตต้มยำกุ้ง มีวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา และกำลังจะมีวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป
เอาแหละ ความคิดของคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มันได้จบไปแล้ว มาพิเคราะห์ว่าจากวันนี้ไปเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรจะดีกว่า เพราะคอยดูซิ จะมีนักวิเคราะห์และนักวิชาการหลากหน้าหลายสถาบันออกมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ต่ออัตราการเติบโตของ GDP ซึ่งไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่าจะมีผลกระทบอย่างสูง แต่ผมมองแตกต่าง ผมมองว่าผลกระทบของเหตุการณ์นี้รุนแรงแน่นอน แต่จะเป็นระยะสั้น ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ยกเว้น... ยกเว้นอะไรผมจะบอกให้ในตอนท้ายของบทความ
ผมเคยเขียนในบทความครั้งก่อนว่าไม่มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบของการก่อการร้าย ใครมีตำราเศรษฐศาสตร์ในเรื่องนี้คือเรื่อง Terrorist Economics ผมอยากจะขอยืมมาอ่านเป็นความรู้ หรือมีบทความทางวิชาการในเรื่องนี้ก็อยากขอมาอ่านเป็นบุญตา ส่วนใหญ่นักเศรษฐศาสตร์จะนั่งเดากันเอง โดยเอาโมเดลมานั่งเปลี่ยนค่าสัมประสิทธิ์ (Coefficients) หรือตัวแปร (Variables) ต่างๆ เล่นตามใจฉัน ผลก็คือมักจะเดาผิดมากกว่าเดาถูก เพราะมักจะเดาในช่วงที่ตระหนกตกใจ (Panic) ทำให้มองโลกในแง่ร้ายเกินจริง ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือจำนวนตัวเลขของนักท่องเที่ยว จะคาดเดาได้อย่างไรว่านักท่องเที่ยวจะหายไปกี่เปอร์เซ็นต์ในอนาคต สมมติบอกว่าจะลดไป 10 เปอร์เซ็นต์ ก็อยากจะถามต่อว่ารู้ได้อย่างไรว่ามีนักท่องเที่ยวขี้ตระหนกอยู่ 10% ส่วนอีก 90% ใจกล้าบ้าบิ่น กล้าจะมาเที่ยวประเทศไทยต่อ เคยออกแบบสอบถามสำรวจกันหรือ อย่าลืมว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการท่องเที่ยวของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลายจะแข่งกันลดราคาเพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการให้มากที่สุดเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปในช่วงของการชุมนุมประท้วง ท้ายสุดแล้วจำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงของรายได้อย่างถาวรตามทฤษฎี Permanent Income Theory ของ Milton Friedman (ขอ Quote สักหน่อย เดี๋ยวหาว่าผมพูดเอง เออเอง) การบริโภคก็จะไม่เปลี่ยนแปลงในระยะยาว อาจจะเลื่อนจากช่วงเวลาหนึ่งไปสู่อีกช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกกันว่า Pentup Demand หรือความต้องการคงค้าง เช่น มีความเป็นไปได้สูงว่าการบริโภคในไตรมาส 2 จะลดลง เพราะผู้บริโภคยังมีความวิตกกังวลอยู่ แต่การบริโภคที่ลดลงในไตรมาส 2 จะถูกชดเชยเต็มจำนวนในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ทำให้เศรษฐกิจในระยะยาวแล้วไม่ต่างกัน ท่านผู้อ่านไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่เจอเหตุการณ์ร้ายๆ เช่นนี้ อินโดนีเซียเจอมากกว่าเรา ทั้งการวางระเบิดพลีชีพในบาหลีที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตกว่า 200 คน และการวางระเบิดโรงแรมแมริออทในกรุงจาการ์ตาที่ทำให้เสียหายทั้งหลัง แต่วันนี้เศรษฐกิจของเขาก็ขยายตัวเป็นอย่างดี
แต่เนื่องจากทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของชาติ ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์การจลาจลครั้งนี้ อีกทั้งเป็นกังวล (เกินกว่าสมควร) ต่อผลกระทบของเหตุการณ์ ท่านผู้อ่านเตรียมใจได้ว่าจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ :
รัฐบาลรีบเร่งใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อะไรที่ค้างท่อไว้ รัฐบาลจะกระทุ้งออกมาให้หมด โครงการการลงทุนอะไรที่กำลังอยู่ในไปป์ไลน์ก็จะถูกเร่งให้คลอดออกมา เรื่องนี้มีผลประโยชน์ข้างเคียงด้วย เพราะรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไม่มั่นใจว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน อะไรที่เร่งได้ก็ต้องเร่ง เพราะ...
รัฐบาลจะเอาใจประชาชนระดับรากหญ้าอย่างสุดๆ ไอ้เรื่องประกันราคาพืชผลไม่ต้องพูดถึง เต็มที่อยู่แล้ว แต่ที่จะต้องเร่งสตรีมกันก็คือโครงการเงินกู้และโครงการการยกเว้นเงินกู้ (ก็โครงการการผัดผ่อนชำระหนี้ไง) จะออกมาเป็นขบวน ธนาคารรัฐทั้งหลายเตรียมทำงานสนองนโยบายได้ การเร่งการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากได้เบี้ยบ้ายรายทางแล้ว ยังได้ฐานเสียงอีกไม่ทำไม่ได้แล้ว
อัตราดอกเบี้ยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน ที่เคยคาดเดากันว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.25
–0.50% ในไตรมาส 3 คงลืมไปได้เลย คณะกรรมการนโยบายการเงินจะบอกว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เป็นไปตามคาดหมายและยอมรับได้ อีกทั้งต้องการขอดูผลกระทบของการชุมนุมและการก่อจลาจลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย สรุป แช่แข็งอัตราดอกเบี้ยอัตราแลกเปลี่ยน อันนี้ยิ่งไม่เกี่ยวกันใหญ่ อัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนตามปัจจัยภายนอก คือ การไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การเมืองภายในประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ดูยากหน่อยว่าจะไปในทิศทางใด เพราะวิกฤตการณ์ในยุโรปน่ากลัวขึ้นทุกวัน
ตื่นเต้นกันนิดหนึ่ง อีกเดี๋ยวก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ผู้บริโภคลืมง่ายอยู่แล้ว ขอให้เตรียมสภาพคล่องให้เพียงพอก็แล้วกัน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเขาก็เตรียมให้พอเกินพออยู่แล้ว
แล้วที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่า
“ยกเว้น” ล่ะ ยกเว้นในกรณีใด ไม่ยากครับ ท่านผู้อ่านอยากจะลองเดาก่อนไหม จะบอกใบ้ให้ว่า ยกเว้นในกรณีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรายได้อย่างถาวร เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในความคาดหวังของรายได้ในอนาต ผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคทันที ตามที่ Prof.Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลท่านสร้างทฤษฎีไว้สิ่งที่ผมกลัวที่สุด คือ เสื้อแดงจะลงใต้ดิน และกลายเป็นขบวนการก่อการร้ายเต็มรูปแบบ ด้วยขณะนี้เรามีเชื้อของการก่อการร้ายอย่างเต็มที่ นั่นก็คือ (1) มีแนวความคิดที่แตกต่าง (2) มีผู้ที่เจ็บแค้นจากการกระทำของรัฐ และ (3) มีนายทุนหนุนหลัง หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจไทยคงจะไม่เหลืออะไร เพราะผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ผู้ลงทุนจะเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน และนักท่องเที่ยวก็จะเลิกมาประเทศไทย
ช่วยกันภาวนาอย่าให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราเลยครับ







