posttoday
5ปัจจัยหนุนหุ้นไทย

5ปัจจัยหนุนหุ้นไทย

31 กรกฎาคม 2557

ภาวะตลาดหุ้นไทยที่อยู่ระหว่างการปรับฐานต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา รวม 4 วันทำการ (25 และ 2830 ส.ค.) ดัชนีหุ้นปรับตัวลง 25.13 จุด มาปิดที่ระดับ 1,518.79 จุด จึงเกิดคำถามขึ้นว่าถึงเวลาที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงระยะยาว หรือเป็นเพียงการอ่อนตัวลงเพื่อที่จะเดินหน้าต่อเนื่อง หลังจากตลาดหุ้นวิ่งมาแรงและเร็วเกือบ 19% นับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน

ภาวะตลาดหุ้นไทยที่อยู่ระหว่างการปรับฐานต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา รวม 4 วันทำการ (25 และ 2830 ส.ค.) ดัชนีหุ้นปรับตัวลง 25.13 จุด มาปิดที่ระดับ 1,518.79 จุด จึงเกิดคำถามขึ้นว่าถึงเวลาที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงระยะยาว หรือเป็นเพียงการอ่อนตัวลงเพื่อที่จะเดินหน้าต่อเนื่อง หลังจากตลาดหุ้นวิ่งมาแรงและเร็วเกือบ 19% นับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน (CNS) คาดว่าแนวโน้มระยะยาวยังคงสดใส และปรับเป้าดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้ขึ้นจากเดิมประเมินไว้ที่ระดับ 1,474 จุด สู่ระดับ 1,550 จุด เนื่องจากปัจจัยสนับสนุน 5 ประการ

m ความเสี่ยงการเมืองผ่อนคลายลงในช่วง 12-15 เดือนนับจากนี้

m เศรษฐกิจไทยเข้าสู่จุดฟื้นตัว 56 ไตรมาสติดต่อกัน หลังพ้นภาวะสุญญากาศทางการเมือง และการเบิกจ่ายเงินของภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง อาทิ เงินจำนำข้าว และแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 บวกกับแรงคาดหวังบวกของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กับคลัง เตรียมเสนอแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท ต่อ คสช. (เน้นรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย ตัดรถไฟความเร็วสูง) บวกกับฐานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงก่อนหน้าที่โตต่ำกว่าระดับศักยภาพ

m สัญญาณสิ้นสุดการปรับลดกำไรตลาด (Market EPS) ของ Consensus (หลังก่อนหน้านี้มีการปรับลดกำไรตลาดต่อเนื่องกว่า 1 ปีเศษ) เนื่องจากความเสี่ยงการเมืองสิ้นสุดลงตามที่ตลาดคาดในช่วงครึ่งปีแรกและแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น จะหนุนการปรับกำไรตลาดขึ้นในช่วงถัดไปโดยเฉพาะกำไรต่อหุ้นในปี 2558 หากแผนการลงทุนภาครัฐชัดเจน

m แนวโน้มนโยบายการเงินผ่อนคลายรอบใหม่ นำโดยนโยบายคิวอีของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB (โนมูระให้โอกาส 25% ในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นมุมมองเดิมก่อน ECB ลดดอกเบี้ยและเพิ่ม LTRO ในการประชุมครั้งล่าสุด) และธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ(โนมูระคาดคิวอีเดือน ต.ค.นี้ หนุนกองทุนบำเหน็จบำนาญสหรัฐ USD1.3TR กระจายเม็ดเงินลงทุนราว 1% สู่สินทรัพย์ในเอเชีย) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลก หนุนปริมาณไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่สูง

m นักลงทุนต่างชาติมีสถานะถือครองหุ้นไทยต่ำสุดในรอบ 5 ปี ที่ 32.3% ช่วยจำกัดการปรับตัวลง โดยคาดว่าเงินทุนจะเริ่มไหลเข้ามาในไทย หากมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ที่จะหนุนเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว รวมถึงความชัดเจนของการตั้งรัฐบาลรักษาการ โดยหากอิงการไหลเข้าของเงินทุนไหลเข้าขั้นต่ำในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาที่ 2.2 หมื่นล้านบาท จะหนุนดัชนีหุ้นขยับขึ้น ถ้าเป็นระดับปริมาณเงินทุนไหลเข้าเฉลี่ย 6.5 หมื่นล้านบาท จะหนุนดัชนียิ่งขึ้น

ดังนั้น ด้วยมุมมองเชิงบวกดังกล่าวทำให้โนมูระเชื่อว่าดัชนีหุ้นในครึ่งหลังจะขยับขึ้นไปซื้อขายที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปีนี้สูงขึ้นคือ 15.25 เท่า หรือ 1,550 จุด จากเดิม 1,474 จุด (พี/อี 14.5 เท่า) เนื่องจากฐานกำไรตลาดปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นค่อนข้างจำกัด โนมูระประมาณการกำไรต่อหุ้นปีนี้อยู่ที่ 101.66 บาท เติบโต 13% แต่ดัชนีหุ้นจะถูกซื้อขายบนความคาดหวังของเศรษฐกิจไทยปี 2558 ที่จะฟื้นตัวโดดเด่น โนมูระคาดเศรษฐกิจไทยขยายตัว1.13.3% ซึ่งดัชนีเป้าหมายดังกล่าวคิดเป็นพี/อีปีหน้าเพียง 13.35 เท่า โนมูระคาดกำไรต่อหุ้นปีหน้าอยู่ที่ 116.14 บาท เทียบกับค่าเฉลี่ย 117.08 บาท

สำหรับดัชนีเป้าหมายปีหน้า ทางโนมูระวางไว้ที่ระดับพี/อี 14.5 เท่า คือ 1,684 จุด ดังนั้นดัชนีมีโอกาสขยับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2558 ราว 615% จึงแนะนำจัดสรรพอร์ตลงทุนเป็นภาพ Bullish Risk Asset แบ่งเป็น หุ้นสัดส่วน 70% ทอง 5% ตลาดเงิน 10% และพันธบัตร 15%

ทางด้านกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดดัชนีจะแกว่งตัวขึ้นในกรอบ 1,420-1,550 จุด กรณีแย่สุดมีโอกาสลงไปถึง1,400 จุด โดยคาดว่าดัชนีจะปรับขึ้นสูงสุดรอบแรกราวเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ เก็งบวกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นบริเวณ 1,470 จุด เพื่อรอขายทำกำไรระดับไตรมาสที่กรอบ 1,5201,550 จุด

ส่วนกลุ่มหุ้นที่คาดหมายว่าจะปรับตัวขึ้นสูงกว่าตลาดและนำตลาดขึ้น คงหนีไม่พ้นกลุ่มที่มีรายได้ในประเทศหรือ Domestic ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นเดิมที่คาดหุ้น Domestic พ้นจุดต่ำสุด และให้น้ำหนักหุ้นในกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มที่พึ่งพาหรือเกี่ยวเนื่องจากต่างประเทศ หรือ Global Play จึงเป็นที่มาของ Theme การลงทุน “Domestic Restoration”

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวภายในประเทศ คาดธนาคารนำตลาดโดยธนาคารกรุงไทย และธนาคารเกียรตินาคิน ตามมาด้วย ค้าปลีก คือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ และบริษัท ซีพี ออลล์ กลุ่มท่องเที่ยว คือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป

หุ้นนิคมอุตสาหกรรมก็น่าสนใจ ทั้งบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน และบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน ส่วนพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น บริษัท ศุภาลัย และบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ รับเหมาก่อสร้างก็ได้ประโยชน์ เช่น บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และบริษัท โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น

อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มโภคภัณฑ์ของไทยหลายกลุ่ม เช่น ปิโตรเคมี เดินเรือ และปิโตรเลียม กลับปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่หนุนราคาโภคภัณฑ์ฟื้นตัว ในฐานะที่จีนเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก และสะท้อนความคาดหวังบวกต่อการรักษาเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 7.5% ในปี 2557 หากจีนมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แนะนำบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล เด่นสุด นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลออีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย