posttoday
คลอดกฏหมายการเงินชุดใหญ่

คลอดกฏหมายการเงินชุดใหญ่

31 กรกฎาคม 2557

แม้ว่ายังไม่มีรัฐบาลมาบริหารประเทศ แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เร่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่ายังไม่มีรัฐบาลมาบริหารประเทศ แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เร่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด คสช.ได้อนุมัติแก้ไขกฎหมายทางการเงินหลายฉบับที่สำคัญ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) นิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ. 2540 ซึ่งแม้ว่าจะมีกฎหมายนี้มากว่า 10 ปี แต่การใช้กฎหมายยังมีปัญหา ปฏิบัติได้ยาก ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ไม่สามารถแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้ตามกฎหมาย

สำหรับการแก้ไขครั้งนี้ จะมีการกำหนดว่าการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ไม่จำเป็นต้องโอนทรัพย์อย่างเด็ดขาดไปยังนิติบุคคลเฉพาะกิจ และให้ใช้หลักทรัพย์ดังกล่าวกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ เพื่อเพิ่มช่องทางการกู้เงินให้ผู้ประกอบการได้มีเงินทุนหมุนเวียนไปขยายกิจการเพิ่มขึ้น ซึ่งภาคเอกชนถือเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย

การแก้กฎหมายแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ยังเป็นแนวทางเดียวกับที่คลังเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ให้ คสช.ไฟเขียว เพราะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าคงคลัง และวัตถุดิบ มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ เป็นการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 ล้านราย ในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่มีปัญหาไม่มีหลักทรัพย์ที่ดินหรืออสังหาทรัพย์มากพอที่จะไปค้ำประกันขอกู้เงินได้

ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และการเสนอกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ รายเล็ก เกิดเงินหมุนเวียนต่อเนื่อง เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจ โดยกฎหมายทั้งสองฉบับมีความพยายามเสนอมาหลายรัฐบาล แต่ไม่ได้รับความสนใจ

นอกจากนี้ คสช.ยังเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ให้ สนช.พิจารณาต่อไป กฎหมายฉบับนี้เกิดจากรัฐบาลที่ผ่านมาไปรับข้อเสนอธนาคารพาณิชย์ที่ให้แบงก์รัฐควรถูกเก็บเงินสมทบ 0.47% ของเงินฝากเข้ากองทุนฯ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน ที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์อันดับต้น ทั้งเงินฝากและสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน กองทุนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับแบงก์รัฐเอง เพราะเงินกองทุนมีวัตถุประสงค์นำไปใช้พัฒนาแบงก์รัฐให้มีความเข้มแข็งขึ้น สามารถนำเงินดังกล่าวไปเพิ่มทุนให้กับแบงก์รัฐ หรือปล่อยเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ ทำให้ไม่เป็นภาระกับเงินงบประมาณอีกต่อไป สอดคล้องกับปัญหาของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่ขณะนี้มีปัญหา มีหนี้เสียรวมกันถึง 9 หมื่นล้านบาท ต้องใช้เงินภาษีเพิ่มทุนและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นอีกจำนวนมาก

แต่ทว่าที่ผ่านมาเงินงบประมาณมีจำกัดทำให้การแก้ปัญหาแบงก์ทั้งสองแห่งทำได้แค่ประคองๆ ไปเท่านั้น แต่หากในอนาคตมีกองทุนแบงก์รัฐขึ้นมา จะทำให้การแก้ปัญหาทั้งสองแบงก์มีกำลังเต็มที่มากขึ้น และเมื่อทั้งสองแบงก์แข็งแรงก็จะเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีแบงก์ที่ไม่สามารถปล่อยกู้ได้ ทั้งที่มีผู้ประกอบการต้องการสินเชื่อจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการแก้กฎหมายการเงินปลีกย่อยที่ช่วยเสริมการบริหารเศรษฐกิจ เช่น ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งจะมีการแก้ไขการกำหนดเวลาการขอคืนภาษีให้เป็นทิศทางเดียวกัน ซึ่งสำคัญต่อการบริหารรายได้ของประเทศมาก การให้ผู้เสียภาษีมีกำหนดเวลาการขอคืนภาษีที่แน่นอน จะทำให้กรมสรรพากรบริหารเงินที่จะไปจ่ายคืนได้ ไม่ต้องนำเงินมากองไว้เพื่อคืนให้ผู้เสียภาษีที่ยื่นขอคืนตลอดเวลา ทำให้รัฐสามารถนำเงินรายได้ไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าได้ ยิ่งในช่วงที่รายได้ของประเทศเก็บได้น้อยกว่ารายจ่าย ซ้ำยังเก็บได้ต่ำกว่าเป้า การบริหารรายได้จึงสำคัญมาก ไม่ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 เพื่อให้ข้าราชการที่รับราชการก่อนกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บังคับใช้ และสมัครเป็นสมาชิก กบข. มีสิทธิที่จะเลือกกลับไปรับเงินบำนาญแบบเดิมได้ หรือร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมการให้สินเชื่อเพิ่มเติมกับกรรมการและผู้บริหารของธนาคาร แม้ว่าจะมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่มาก แต่ก็เป็นการใช้จังหวะที่ คสช.ให้ความสำคัญในการผลักดันแก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ มีการดำเนินงานที่คล่องตัว โดยไม่มีข้อกฎหมายเป็นอุปสรรค ก็ถือเป็นโอกาสทองของกระทรวงการคลังที่จะผลักดันกฎหมายการเงินการคลังต่างๆ ที่ค้างอยู่ให้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบออกมาบังคับใช้มากที่สุด

ก่อนหน้านี้ คสช.ก็ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญทางการเงิน โดยเฉพาะคนมีรายได้น้อย ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล จะได้ไม่ถูกทวงหนี้โหด หรือทวงหนี้โดยประจานให้อับอาย ปัญหาหนี้จะคลี่คลายได้เมื่อกฎหมายนี้เกิดขึ้น

สำหรับในอนาคต กระทรวงการคลังมีแผนเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ คสช.พิจารณาอนุมัติ ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างมาก จะเป็นการเก็บภาษีจากสินทรัพย์เป็นครั้งแรกของเมืองไทย ทำให้เกิดความเป็นธรรมในระบบภาษี ทำให้ท้องถิ่นเก็บภาษีได้มากขึ้น ประเทศลดภาระงบประมาณที่จ่ายสนับสนุนให้กับท้องถิ่น

ที่ผ่านมามีการเสนอ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินมาหลายรัฐบาล โดยสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ผลักดันจนถึงขั้นพิจารณาในสภา แต่พอรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ยืนยันจะพิจารณาต่อ ทำให้กฎหมายดังกล่าวตกไป

ถึงวันนี้ต้องวัดใจ คสช.จะกล้าดัน พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลดล็อกประเทศไทยจากเศรษฐีนักการเมืองจำนวนไม่กี่คนที่ถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน