
สิ่งท้าทายเออีซี
ปลายปี 2015 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเดินมาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งก็คือการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่คนไทยรู้จักกันดีคือ เออีซี ที่เราๆ ต่างหวังว่าจะเห็นการเคลื่อนย้ายของทุนและสินค้าได้เป็นอิสระมากขึ้นในภูมิภาคนี้เมื่อมีการลดภาษีและศุลกากรลงเหลือ 0%
ปลายปี 2015 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเดินมาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งก็คือการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่คนไทยรู้จักกันดีคือ เออีซี ที่เราๆ ต่างหวังว่าจะเห็นการเคลื่อนย้ายของทุนและสินค้าได้เป็นอิสระมากขึ้นในภูมิภาคนี้เมื่อมีการลดภาษีและศุลกากรลงเหลือ 0%
แน่นอนครับ สิ่งนี้เป็นเรื่องท้าทายของหลายประเทศในภูมิภาคนี้อย่างที่สุด ที่ผมพาดหัวไว้ว่า “สิ่งท้าทายเออีซี” นั้นก็คือประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่นั้นมีลักษณะทางเศรษฐกิจที่สำคัญประการหนึ่งคือ การเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก
เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเลี้ยงตัวได้ โดยพึ่งพาการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้นสมาชิกอาเซียนจึงมีลักษณะของการเป็น “คู่แข่ง” โดยอัตโนมัติ ดังที่เราจะเห็นข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าเวียดนามบ้าง อินโดนีเซียบ้าง พยายามจะดึงการลงทุนออกจากประเทศไทยไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่จะต้องจับตาไม่กะพริบในขณะนี้นั่นก็คืออินโดนีเซียครับ ที่มีความพร้อมทั้งศักยภาพของแรงงานที่มีราคาถูก ปริมาณชนชั้นกลางมาก การเมืองที่มั่นคง
แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของอินโดนีเซียหลังจากนี้ไปก็คือการดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดไปจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอีจากต่างประเทศอย่างธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้เอสเอ็มอีจากแดนปลาดิบมุ่งหน้ามายังอาเซียน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเวียดนาม ไทยแลนด์ และอินโดนีเซีย นั่นเอง
แต่เมื่อเออีซีมาถึง การที่ต่างชาติจะเข้าไปลงทุนใหม่ในประเทศใดประเทศหนึ่งก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป สามารถส่งสินค้าจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่งได้ง่ายขึ้น เพราะอัตราภาษีและศุลกากรจะปรับลดลงตามเออีซี
แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้การค้าขายในอาเซียนมีความเป็นเสรีมากยิ่งขึ้น แต่ทว่าสำหรับบางประเทศที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนก็อาจจะไม่ชอบใจนัก เช่น นักลงทุนต่างชาติอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งใหม่ เพราะสามารถส่งสินค้า รถยนต์ จากประเทศอื่นในอาเซียนที่มีฐานการผลิตอยู่แล้วส่งเข้าไปขายได้โดยมีอัตราภาษีต่ำอยู่แล้ว
ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลหลังจากนี้ก็คือ แม้ว่าเออีซีจะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่บางประเทศก็อาจจะงัดมาตรการกีดกันสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีและศุลกากรขึ้นมาบังคับใช้แทนได้ครับ







