posttoday
บึ้มเบตง! สะเทือนคสช.ท้าทายนโยบายความมั่นคง

บึ้มเบตง! สะเทือนคสช.ท้าทายนโยบายความมั่นคง

29 กรกฎาคม 2557

เหตุการณ์วางระเบิดกลางเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา มีนัยสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุการณ์วางระเบิดกลางเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา มีนัยสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ เพราะเป็นการก่อเหตุในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนแห่งการประกอบศาสนกิจถือศีลอด โดยวันศุกร์ถือเป็นวันอันประเสริฐที่มุสลิมจะร่วมกันละหมาดในมัสยิดประจำชุมชน ยิ่งเป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน จึงถือเป็นวันรวมใจของมุสลิม นัยการก่อเหตุอีกประการคือเป็นการก่อเหตุในพื้นที่ซึ่งไม่เคยเกิดความรุนแรงขึ้นเลยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวที่สงบสุข และที่สำคัญความรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย อันน่าตกตะลึงนี้ ตอกย้ำความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ ทั้งช่วงก่อนและในช่วงเดือนรอมฎอน

เป็นความรุนแรงในช่วงหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมการบริหารประเทศ

ประเด็นที่ควรต้องตั้งข้อสังเกตต่อกรณีความรุนแรงหลัง คสช.เข้าควบคุมการบริหารประเทศ คือ กองทัพแปรรูปตัวเองจากหน่วยปฏิบัติ มาเป็นผู้กำหนดนโยบาย การปรับโครงสร้างการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. เป็นประธาน แต่กลับไม่มีความชัดเจนเรื่องกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ชะงักมาร่วม 1 ปี

แม้ คสช.จะส่งสัญญาณพร้อมสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า การสานต่อนั้นจะดำเนินการอย่างไร โดยใคร และเมื่อไหร่ ในขณะที่ตัวแทนบีอาร์เอ็นในกระบวนการพูดคุยสันติภาพก็ไม่อาจตอบคำถามกองกำลังติดอาวุธในเรื่องนี้ได้ การก่อความรุนแรงขึ้นอย่างถี่ยิบ จึงอาจเป็นการตอบโต้กลับต่อกองทัพและ คสช.อย่างหนักหน่วงเช่นที่ปรากฏขึ้น

หากวิเคราะห์ถึงเหตุจูงใจที่กองกำลังติดอาวุธเลือกจังหวะเวลาและสถานที่ อ.เบตง จ.ยะลา เป็นเป้าหมาย คือ 1.โดยปกติ อ.เบตง มีจุดอ่อนด้านการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว แม้จะมีการข่าวแจ้งเตือนมาตลอดว่า อ.เบตง อาจตกเป็นเป้าหมายคาร์บอมบ์ในช่วง 10 วันสุดท้ายของช่วงถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ก่อนถึงวันตรุษอีดิลฟิตรี หรือฮารีรายอ ในภาษามลายู แต่ด้วยพื้นที่ อ.เบตง เป็นแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทางชายแดนมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวมาเลเซียพลุกพล่านแวะเวียนกันมาท่องเที่ยวเป็นประจำตลอดปี การค้าขายคึกคัก ทางฝ่ายความมั่นคงจึงประเมินพลาดไม่คิดว่าจุดชายแดนไทยมาเลเซีย ไม่น่าตกเป็นเป้าได้

2.ผลกระทบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ของ คสช.พอสมควร เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับคณะรัฐประหาร เมื่อช่วงปลายปี 2549 สมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดธนาคารพาณิชกว่า 20 จุดในพื้นที่ จ.ยะลา และปัตตานี ครั้งนั้นเบตงตกเป็นเป้าหมายก่อเหตุ 6 จุด จึงน่าคิดว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธใต้ดินที่ลงมือครั้งนั้นกับครั้งนี้ แอบอิงอยู่กับการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คมช.และ คสช.หรือไม่ โดยมีความพยายามจะใช้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผสมโรงสร้างสถานการณ์ป่วนรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะคลอดในโรดแมประยะที่ 2 เร็วๆ นี้

3.อาจประเมินได้ว่าทางกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ต้องการแสดงศักยภาพและขีดความสามารถท้าทาย คสช.ในการก่อเหตุว่ากลุ่มตนสามารถลงมือทำได้ทุกจุด แม้จะเป็นพื้นที่ที่กลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ไม่มีอิทธิพลอยู่ ก็สามารถลงมือทำได้ เช่น ใน อ.เบตง จ.ยะลา หรือแม้แต่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นต้น

ประเด็นที่ 4.ต้องยอมรับว่าในช่วงปีที่ผ่านมาขบวนการบีอาร์เอ็น ฝ่ายการเมือง นำโดย ฮาซัน ตอยิบ ล้มเหลวเพราะเงื่อนไขหรือข้อเสนอต่างๆ ไม่ได้รับการตอบสนองบนโต๊ะการพูดคุยสันติภาพกับตัวแทนฝ่ายไทย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวริเริ่มขึ้นในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะพร้อมกับ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แต่หลังจากทั้งสองฝ่ายร่วมกระบวนการพูดคุยกันได้ 4 ครั้ง ก็ต้องชะงักลงชั่วคราวจากปัญหาการเมืองในประเทศไทย

และหลังรัฐประหารมาในยุครัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนที่จะสานต่อการเจรจาพูดคุยทางสันติภาพโดยมอบหมาย พล.อ.อุดมเดช ไปนำทีมจัดกระบวนการ ดังนั้นเมื่อ คสช.ส่งสัญญาณสานต่อการเจรจาออกมาชัดเจนเช่นนี้ กลุ่มกองกำลังติดอาวุธทางทหารของฝ่ายบีอาร์เอ็น จึงเร่งสถานการณ์ให้รุนแรงเพื่อหวังผล 2 อย่าง คือ ชิงดุลอำนาจจากกลุ่มฮาซัน ตอยิบ แกนนำบีอาร์เอ็น ฝ่ายการเมืองกลับคืนมา พร้อมกับแสดงพลังเกมใต้ดินให้รัฐบาล คสช.ได้เห็นว่ากลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น ฝ่ายหัวรุนแรง เข้มแข็งที่สุดในกลุ่มขบวนการทั้งในระดับพื้นที่และภายนอกสามารถสั่งการก่อเหตุรุนแรงได้ทุกเมื่อ

ยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจการบริหารใหม่ ที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงฝ่ายด้านความมั่นคงสำคัญหลายคนกำลังอำลาเก้าอี้ อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. และสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งผู้ที่ล้วนเป็นแกนหลักสำคัญของหน่วยงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเหล่านี้กำลังจะเกษียณอายุราชการยกพวง

แม้แต่ ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ถึงจะเกษียณอายุราชการปี 2559 แต่ก็เพิ่งได้รับการแต่งตั้งหลัง คสช.ยึดอำนาจ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเด้งไปนั่งตบยุงในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ดัน พ.ต.อ.ทวี เข้ามาเสียบแทน การสานต่อนโยบายด้านงานพัฒนาและการเจรจาสันติภาพที่ริเริ่มขึ้นในสมัย พ.ต.อ.ทวี อาจไม่ลื่นไหลต่อเนื่อง

ยิ่งในช่วงระยะรอยต่อการบริหารประเทศสรรพกำลังทางกองทัพทุกเหล่ามุ่งไปแก้ไขปัญหาการเมืองเป็นหลัก ความเข้มข้นในการดูแลงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงลดลง ยิ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ ย่อมเกิดช่องว่างช่องโหว่การสั่งการบังคับบัญชา การแต่งตั้งโยกย้าย หรือการดูแลเอาใจใส่ด้านอื่นๆ ทางกองกำลังติดอาวุธจึงเล่นทีเผลอ

เหตุการณ์คาร์บอมบ์ อ.เบตง กล่าวได้ว่ากลุ่มก่อความไม่สงบต้องการใช้สถานการณ์ความรุนแรงท้าทายอำนาจ คสช. โดยเฉพาะในระยะสั้นๆ ความเข้มข้นในปฏิบัติการดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่และด้านการเมือง คือ การสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับขบวนการบีอาร์เอ็น หากความรุนแรงมากขึ้นผลสะเทือนย้อนกลับต่อกองทัพ โดย คสช.นั้นย่อมมากขึ้นไปตามกัน ในฐานะผู้กำหนดนโยบายความมั่นคง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก