posttoday
ฟื้นฟู รสก. ไม่พ้นควักเงินภาษีถมปัญหา

ฟื้นฟู รสก. ไม่พ้นควักเงินภาษีถมปัญหา

29 กรกฎาคม 2557

กระทรวงการคลังประเดิมฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจทันที ตามคำสั่งของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระทรวงการคลังประเดิมฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจทันที ตามคำสั่งของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั่งเป็นประธาน โดยสัปดาห์นี้คลังได้สั่งให้รัฐวิสาหกิจ 6 แห่ง ส่งแผนมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อส่งให้ซูเปอร์บอร์ดเห็นชอบดำเนินการ

สำหรับรัฐวิสาหกิจทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)

แต่ละแห่งล้วนมีปัญหาการดำเนินงานจนขาดทุนจำนวนมาก บริษัท การบินไทย ขาดทุนปี 2556 จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท และไตรมาสแรกปีนี้ ขาดทุนอีก 2,600 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนสะสมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท บริษัท ทีโอที ปีนี้คาดว่าจะขาดทุน 5,000 ล้านบาท เพราะไม่มีรายได้จากสัมปทานเหมือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับบริษัท กสทฯ ที่ปี 2558 จะไม่มีรายได้จากสัมปทาน ก็น่าจะขาดทุนเหมือนกัน

ด้านเอสเอ็มอีแบงก์มีปัญหาการดำเนินงานอย่างรุนแรง มีการทุจริตในการปล่อยสินเชื่อ จนมีหนี้เสีย 4 หมื่นล้านบาท หรือ 4050% ของสินเชื่อทั้งหมด ส่วนไอแบงก์ก็มีปัญหาการดำเนินงานจนขาดทุนสะสม และมีหนี้เสียสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 3040% ของหนี้ทั้งหมด

จากฐานะที่ย่ำแย่ของรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ทำให้ซูเปอร์บอร์ดสั่งการให้วางแผนฟื้นฟูเป็นการด่วน ก่อนที่ฐานะของแต่ละรัฐวิสาหกิจจะย่ำแย่มากไปกว่านี้ จนแก้ไขได้ยากขึ้นทุกวัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาไม่ได้ง่าย แม้จะเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนคณะกรรมการชุดใหม่เข้าบริหาร และด่านต่อไปคือเร่งหากรรมการผู้จัดการที่มีฝีมือ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหา

หากพิจารณาจากอดีต จะเห็นว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ด้วยการส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหารเพื่อหาผลประโยชน์ จนรัฐวิสาหกิจที่แข็งแรงต้องอ่อนแอลง ที่เห็นได้ชัด คือ บริษัท การบินไทย บริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ ส่วนรัฐวิสาหกิจที่อ่อนแอถูกแทรกแซงหาผลประโยชน์จนวิกฤต ที่เห็นคือ ร.ฟ.ท. เอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์

การเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้บริหารจึงไม่เพียงพอจะแก้ปัญหาที่หนักหนาสาหัสของแต่ละรัฐวิสาหกิจ แต่ยังขึ้นกับการตัดสินใจในแผนฟื้นฟูและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า บทบาทรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งควรเป็นอย่างไร และความจำเป็นจะต้องมีอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการทำแผนฟื้นฟูต่อเนื่อง แต่ฝ่ายการเมืองไม่ได้นำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

สำหรับบริษัท การบินไทย แม้ว่าการแก้ปัญหาจะเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะมีการแข่งขันรุนแรง ต้นทุนสูง แต่ก็มีความชัดเจนว่า บริษัท การบินไทย เป็นสายการบินแห่งชาติของไทย การแก้ปัญหาบริษัท การบินไทย ก็เป็นเงาสะท้อนฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลเช่นกัน

ปี 2554 บริษัท การบินไทย ขาดทุน 1 หมื่นล้านบาท ปี 2555 กลับมากำไร 6,500 ล้านบาท และปี 2556 กลับมาขาดทุน 1.2 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่า บริษัทสามารถทำกำไรได้ หากมีการส่งคนมือดีเข้าไปบริหาร แต่เมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร ส่งคนไม่มีฝีมือเข้าไป บริษัทก็ขาดทุนหัวทิ่มได้ทันที

สำหรับบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสทฯ ถึงเวลาที่คลังจะต้องกล้าเสนอ คสช.ให้ยุบรวมเหลือแห่งเดียว เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะให้มีรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง มาแข่งกันขาดทุนให้เป็นภาระกับรัฐบาลอีกต่อไป หากไม่กล้าตัดสินใจ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องใช้เงินภาษีเข้าถมเข้าอุ้มไม่รู้จักจบสิ้น

ขณะที่ ร.ฟ.ท.นั้น เชื่อว่า คสช.ต้องคิดหนัก หากต้องการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง เพราะหนีไม่พ้นการล้างหนี้ของ ร.ฟ.ท.นับแสนล้านบาท พร้อมทั้งปฏิรูป ร.ฟ.ท.ให้นับหนึ่งใหม่ เพื่อไม่ให้มีข้ออ้างว่า บริหารไม่ดี มีหนี้ มีผลขาดทุนสะสมอีก ต้องยอมรับว่า การตัดขาดทุนให้ ร.ฟ.ท.นั้นเป็นภาระกับงบประมาณของประเทศแบบหนีไม่พ้น

เช่นเดียวกับเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์ ที่มีหนี้เสียรวมกัน 78 หมื่นล้านบาท หากยังมีหนี้ก้อนโตคาอยู่ ก็ไม่สามารถทำให้แบงก์ทั้งสองแห่งกลับมาแข็งแรงได้ การฟื้นฟูต้องมีการแยกหนี้เสียขายออกจากทั้งสองแบงก์ และยอมนำเงินภาษีเข้าไปเพิ่มทุน และยังมีโจทย์ที่คลังต้องคิดต่อว่า แบงก์รัฐอย่างเอสเอ็มอีแบงก์ควรที่จะมีอยู่ต่อไป หรือควรไปควบรวมกับแบงก์รัฐแห่งอื่น จะแก้ปัญหาที่ดีกว่าหรือไม่

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจหลายทาง ตั้งแต่ 1.ขายรัฐวิสาหกิจทิ้ง เช่น บริษัท การบินไทย ที่ควรขายให้เอกชนบริหาร แต่ต้องไม่ให้มีการผูกขาด เพราะบริษัท การบินไทย มีต้นทุนสูงมาก จากการที่รัฐบาลแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างเพราะมีส่วนได้ส่วนเสีย

2.ยุบทิ้ง ในรัฐวิสาหกิจที่มีเอกชนทำหน้าที่อยู่แล้ว และทำสู้เอกชนไม่ได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระเงินงบประมาณของประเทศไปถมขาดทุน

3.แปลงสภาพ เช่น ร.ฟ.ท.ควรทำแต่หน้าที่สร้างราง และจ้างบริษัทเอกชนมาบริหารการเดินรถ เหมือนกับที่กรุงเทพฯ จ้างเอกชนมาบริหารการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่เช่นนั้นจะฟื้นฟู ร.ฟ.ท.ได้ยาก

และ 4.ธนาคารของรัฐทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ห้ามรัฐบาลยืมเงินของรัฐวิสาหกิจไปใช้ในโครงการของรัฐโดยไม่จำกัดวงเงิน สุดท้ายก็ขาดทุนแล้วก็ต้องใช้ภาษีประชาชนอุด กลายเป็นวงจรอุบาทว์เกิดขึ้นแก้ไม่รู้จักจบ

จากข้อเสนอของนิพนธ์ เห็นได้ชัดว่า การแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจให้ยั่งยืน ต้องมีการวางโรดแมปรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนเสียก่อนว่า รัฐวิสาหกิจจะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรในอนาคต รัฐวิสาหกิจไหนควรอยู่ ควรยุบ หรือควรเปลี่ยนบทบาท ให้ชัดเจนก่อน

เพราะหากตรงนี้ไม่ชัดเจน แก้ปัญหาตามแผนฟื้นฟูที่ทุกแห่งเสนอมา นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียเงินภาษีจำนวนมากไปถมความเสียหายไม่รู้จักสิ้นสุดอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก