posttoday
1 ปีวิกฤตน้ำมันรั่ว บนคราบน้ำตาประมงพื้นบ้าน

1 ปีวิกฤตน้ำมันรั่ว บนคราบน้ำตาประมงพื้นบ้าน

27 กรกฎาคม 2557

27 ก.ค.นี้ ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์น้ำมันรั่ว จ.ระยอง มองด้วยตาเปล่า ภาพที่เห็นคือชายหาดสดสวย

27 ก.ค.นี้ ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์น้ำมันรั่ว จ.ระยอง มองด้วยตาเปล่า ภาพที่เห็นคือชายหาดสดสวยน้ำทะเลครามใสทุกอย่างหวนคืนสู่ความปกติสุข ทว่าลึกลงในรายละเอียดหากมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวบ้านจะพบว่าปัญหาทุกอย่างยังคงสภาพเดิมไม่แปรเปลี่ยน

ระยะเวลา 365 วัน ที่ชาวประมงพื้นบ้านเรือเล็กต้องตกอยู่ในฝันร้าย แต่ละวันแต่ละนาทีเลยล่วงผ่านด้วยความทุกข์ระทม

“บริษัทที่ก่อปัญหาจ่ายค่าตกใจเราแค่ 3 หมื่นบาทแล้วก็จบ บางคนก็ยังไม่ได้ เขารับผิดชอบแค่นี้” ชาวประมงเรือเล็กพื้นบ้าน ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง บอกกับคณะผู้สื่อข่าวระหว่างการลงพื้นที่ “ถอดบทเรียน 1 ปีน้ำมันรั่ว” ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา

“เขาชดเชยแค่นี้จริงๆ” ชาวประมงสูงวัยอีกรายย้ำคำพูดของเพื่อน

การลงพื้นที่ย้อนรอยอุบัติการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ ทำให้คณะผู้สื่อข่าวประจักษ์ข้อเท็จจริงแก่ตัวเองใน 3 ประเด็น 1.การเยียวยาชดเชยไม่เป็นธรรม 2.วิถีชีวิตถูกทำลาย 3.ไม่มีแนวทางการฟื้นฟูใดๆ

ชาวบ้านชาวประมงหลายราย เล่าตรงกันว่า นอกจากเงินที่บริษัทผู้ก่อมลพิษจ่ายให้โดยอ้างว่าเป็น “ค่าตกใจ” แล้ว ไม่พบว่ามีการเยียวยาหรือชดเชยอะไรอีก เดิมทีชาวบ้านมีรายได้จากการออกทะเลหาปลาวันละ 2,000-1 หมื่นบาท แต่หลังจากเกิดเหตุน้ำมันรั่ว รายได้วันละ 500 บาท กลับเป็นเรื่องยากที่ชาวประมงพื้นบ้านเรือเล็กจะหาได้

“ช่วงแรกๆ ยังพอหาปลาได้บ้าง แต่ก็น้อยลงมาก ปัญหาคือถึงแม้เราจะยังหาปูหาปลามาได้ แต่ก็ไม่มีใครซื้อ ไม่มีใครกล้ากิน ความมั่นคงทางอาหารหายไป พ่อค้าที่มารับซื้อปลาที่เรือก็กดราคาลง ซื้อถูกมาก ก็เข้าใจเขานะ เขาซื้อไปก็ขายไม่ออกอยู่ดี”

“ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 1 ปี ความเชื่อมั่นก็ยังไม่ฟื้นคืน ไม่ต้องพูดถึงคนนอกพื้นที่หรอก ลำพังคนในพื้นที่ก็ยังไม่กล้ากินปูกินกุ้งที่จับได้เลย” ชาวประมง เล่าด้วยสีหน้าจริงจัง

ตัวแทนชาวบ้านอีกรายเปลือยความทุกข์ใน วงเสวนาว่า ตั้งแต่จำความได้ก็ผูกชีวิตติดไว้กับท้องทะเล พ่อแม่เป็นชาวประมง โตขึ้นมาอายุ 7-8 ปี ก็เริ่มออกเรือ ตอนนี้อายุ 45 ปี อยู่รอดมาได้ก็เพราะหาปูกินปลามาโดยตลอด แต่ล่าสุดต้องมาตกงานเพราะหาปลาไม่ได้แล้ว ต้องขายเรือทิ้ง ตอนนี้เข้าเมืองไปใช้แรงงานแทน

“แต่ถามว่าใครจะจ้างเรา อายุก็มากแล้ว ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น ทุกวันนี้ใช้แรงงานบ้าง ไปเป็นยามเฝ้าตึกบ้าง รายได้เฉลี่ยวันละ 170-200 บาท เชื่อไหมว่า มีชาวประมงพื้นบ้านเรือเล็กประมาณ 40% ที่ต้องเปลี่ยนอาชีพแบบนี้ ลำบากกันถ้วนหน้าแหละ”

ตัวแทนกรมควบคุมมลพิษ สุวรรณ นันทศรุต ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี) ยืนยันในเวทีว่า บริษัทเอกชนที่ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับฟื้นฟูทั้งหมด โดยเบื้องต้นได้ตั้งงบไว้ 166 ล้านบาท เพื่อดำเนินการแล้ว แต่ในที่นี้ยังไม่รวมความเสียหายด้านประมง

“เราลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำบริเวณอ่าวพร้าว อ่าวทับทิม เพื่อตรวจคุณภาพ พบว่าตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.เป็นต้นมา น้ำซึ่งเคยปนเปื้อนสารปรอทกลับเข้าสู่มาตรฐานแล้ว ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนก็เข้าสู่มาตรฐานในวันที่ 16 ก.ย.เป็นต้นมาเช่นกัน”

“ส่วนการฟื้นฟูอื่นๆ ทางบริษัทเอกชนรายนี้ได้จ้างมหาวิทยาลัยศึกษาความเสียหายอยู่ ต้องรอให้ผลการศึกษาแล้วเสร็จเพื่อกำหนดทิศทางการฟื้นฟู คาดว่า จะใช้เวลาราวๆ 1 ปี” ผู้แทนภาครัฐอธิบาย

ปิดท้ายวงสนทนา ชาวบ้านรายหนึ่งบอกว่าคดีกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 27 ก.ค.นี้

“เราได้ร้องขอให้ทีมนักวิชาการศูนย์ข้อมูลชุมชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดระยองและศาลปกครอง เรียกร้อง ค่าเสียหาย 400 ล้านบาท ทั้งหมดก็เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่”

“เราเหลือช่องทางเดียวที่จะต่อสู้... เราไม่มีทางเลือกอื่นเลย”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ