posttoday
เอสเอ็มอีแหงนคอรอรัฐช่วย

เอสเอ็มอีแหงนคอรอรัฐช่วย

25 กรกฎาคม 2557

ต้องจับตานโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยกให้การขับเคลื่อนเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ต้องจับตานโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยกให้การขับเคลื่อนเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติอันดับต้นๆแต่มาถึงวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยับโครงการให้เห็นเป็นรูปธรรม มีแต่เอาโครงการเก่ามาปัดฝุ่นใหม่แล้วเสนอให้ คสช.ทราบ หรือแม้จะเป็นโครงการใหม่แต่ก็กลวงจนหารายละเอียดไม่ได้

สำหรับภาพรวมเอสเอ็มอีไทยครึ่งแรกปีนี้ แยกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ ก่อน คสช.มาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 พบว่า เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการเมืองที่มีการชุมนุมยืดเยื้อ โดยเฉพาะรายที่สายป่านสั้น ก็ทยอยปิดกิจการไป จากรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า 4 เดือนแรก ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. มีเอสเอ็มอีเลิกกิจการ3,731 ราย เพิ่มขึ้น 9.9%

แต่พลันเมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจกลับมาผงกหัว คนกล้าจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง เหมือนมาช่วยฟื้นเอสเอ็มอี ธนาคารพาณิชย์ก็หันมาแย่งกันปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หยุดปล่อยกู้ไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ จากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระบบธนาคารพาณิชย์มียอดสินเชื่อคงค้าง 10.86 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อเอสเอ็มอี 4.06 ล้านล้านบาท โดยจะเห็นว่ามีแบงก์ขนาดใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ รองลงมาคือ ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่สนใจเจาะลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น โดยภาพรวมการปล่อยสินเชื่อพบว่าธนาคารพาณิชย์จะเน้นกลุ่มลูกค้ารายขนาดกลางและกลุ่มที่มีคุณภาพ ขณะที่ธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ก็หันมาจับลูกค้าเอสเอ็มอี ตั้งเป้าปีนี้ปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ไร้ผู้บริหารและคณะกรรมการมาหลายเดือน ทำให้ยอดสินเชื่อหดตัวไปไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างเอสเอ็มอี ครึ่งปีแรกปี 2557 ที่ 5.38 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% ในจำนวนนี้คิดเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ถึง 1.43 แสนล้านบาท โต 13.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นสินเชื่อใหม่เฉพาะเดือน มิ.ย. ถึง 3.55 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 2 ปี สะท้อนว่าเอสเอ็มอีมีความเชื่อมั่นต่อสภาพเศรษฐกิจจึงต้องการสินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจและเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น

นอกจากนี้ สินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ คิดเป็นสัดส่วน 24% ของวงเงินสินเชื่อใหม่ทั้งหมด สะท้อนว่าระบบสถาบันการเงินเริ่มกลับมาทำงานโดยการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้นแล้ว

ดังนั้น จึงเหลือเพียงมาตรการที่จะออกมาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้เอสเอ็มอีที่ต้องจับตาว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เช่น การออก พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่เหมือนว่าอุปสรรคที่จะคลอด พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมายังมีอยู่มาก คือ การออกกฎหมายลูกเพื่อให้ใช้ตีราคาหลักประกัน เช่น เรื่องเครื่องจักร สินค้าคงค้างสต๊อก นวัตกรรม จะตีมูลค่ากันอย่างไร

ขณะที่กองทุนร่วมลงทุนของเอสเอ็มอี หรือเวนเจอร์ แคปปิตอล ที่เพิ่งลงนามกันไป 89 หน่วยงาน ทั้งธนาคารออมสิน และหน่วยงานภาครัฐเช่น ธปท. สสว. ก็ยังไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดว่าจะลงทุนที่ไหน เท่าไร แต่คาดว่าช่วงแรกจะปล่อยกู้เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการให้เข้มแข็งก่อน ส่วนมาตรการขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อเป็น 50% ก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะบริษัทรับประกันภัยต่อที่เป็นต่างชาติเรียกค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง

ขณะที่ธนาคารที่มีหน้าที่โดยตรงในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่าง เอสเอ็มอีแบงก์ แม้จะได้ สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาเป็นประธาน แต่ก็ใช่ว่าจะเดินหน้าปล่อยสินเชื่อได้ถล่มทลาย เพราะแบงก์ยังมีปัญหาภายในสาหัสสากรรจ์ ทั้งเรื่องหนี้เสียที่น่าจะมากกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่า 30% ของยอดสินเชื่อคงค้างที่เหลืออยู่ราว 9 หมื่นล้านบาท แค่กวาดบ้านตัวเองก็เหนื่อยแล้ว

นอกจากนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของคน การทุจริต และถูกการเมืองแทรกแซงการทำงานไม่รู้จักจบสิ้น จนมีการเสนอว่าให้แก้กฎหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีแบงก์หลุดพ้นจากการครอบงำของกระทรวงอุตสาหกรรม และมาสังกัดกระทรวงการคลัง เหมือนแบงก์รัฐแห่งอื่น รวมทั้งมีการหยิบยกให้มีการควบรวมกิจการกับธนาคารที่เข้มแข็งกว่าเพื่อยุติปัญหาที่สะสมมานาน เพราะประเมินว่าแม้คลังจะใส่ทุนก้อนใหม่อีก 2,000 ล้านบาท ก็แก้ปัญหาเงินกองทุนติดลบไม่ได้

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ถือว่าการแก้ปัญหาเอสเอ็มอีติดอันดับเรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ เพราะหากยิ่งปล่อยไว้นานปัญหาจะยิ่งบานปลาย และรัฐจะต้องใช้เงินที่มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวพันกับคน 1112 ล้านคน แต่หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องคิดให้รอบด้าน เพราะมีเอสเอ็มอีบางรายฉวยโอกาสร้องผ่านสื่อให้ คสช.ได้ยิน เพื่อเร่งให้แบงก์ปล่อยกู้ หรือออกมาตรการดอกเบี้ยถูกๆ ให้

ฉะนั้น การแก้เอสเอ็มอีจึงต้องเข้าไปดูข้อมูลเชิงลึกว่ากลุ่มไหนล้มจริงหรือล้มบนฟูก เพราะรายที่เป็นลูกหนี้เก่าของสถาบันการเงินอยู่แล้ว แทบทุกแบงก์ได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบแล้ว การออกมาตรการเสริมหลังจากนี้ จึงควรพุ่งเป้าความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก่อน เช่นกลุ่มรายย่อยจริงๆ พ่อค้าแม่ค้าที่ขาดหลักประกัน กลุ่มเอสเอ็มอีรายกลางที่มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ต้นทุนสูงแข่งขันไม่ได้

เรื่องนี้คงมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในเดือน ก.ย.นี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ