posttoday
ภาระผ่อนสูงลิ่วเดือนละ 1.3 หมื่น

ภาระผ่อนสูงลิ่วเดือนละ 1.3 หมื่น

25 กรกฎาคม 2557

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนจากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ ที่พบว่ากว่า 74.8% มีหนี้สินโดยกว่า 36.7% เป็นหนี้ตั้งแต่ปี 25552556 และเป็นหนี้ใหม่ในปี 2557 ประมาณ 18.5% เฉลี่ยแต่ละครัวเรือนจะเป็นหนี้กว่า 219,159 บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16.1% โดยในปี 2556 ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 188,774 บาท ขณะที่ปี 2555 มีหนี้เฉลี่ย 168,500 บาท/ครัวเรือน สูงสุดในรอบ 9 ปี และในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 51% และหนี้นอกระบบ 49% โดยมีการผ่อนชำระที่สูงถึงเดือนละ 13,358 บาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนจากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ ที่พบว่ากว่า 74.8% มีหนี้สินโดยกว่า 36.7% เป็นหนี้ตั้งแต่ปี 25552556 และเป็นหนี้ใหม่ในปี 2557 ประมาณ 18.5% เฉลี่ยแต่ละครัวเรือนจะเป็นหนี้กว่า 219,159 บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16.1% โดยในปี 2556 ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 188,774 บาท ขณะที่ปี 2555 มีหนี้เฉลี่ย 168,500 บาท/ครัวเรือน สูงสุดในรอบ 9 ปี และในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 51% และหนี้นอกระบบ 49% โดยมีการผ่อนชำระที่สูงถึงเดือนละ 13,358 บาท

ในจำนวนนี้ 49.1% ยังเป็นหนี้นอกระบบ โดยหนี้นอกระบบผ่อนชำระเฉลี่ยที่ 8,104.7 บาท สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดหนี้สินคือ ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ผ่อนชำระสินค้ามากเกินไป ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ จ่ายบัตรเครดิต หนี้จากการจ่ายจำนำข้าวล่าช้า และส่วนหนึ่งเป็นหนี้จากช่วงฟุตบอลโลก

ด้านความสามารถในการชำระหนี้ 83% เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ 17% ไม่เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งกลุ่มที่เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ มีสาเหตุมาจาก ราคาสินค้าแพงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูง และแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินนอกระบบ 41% กู้ยืมผ่านสถาบันการเงิน 21% ขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง 19.8%

“หนี้ครัวเรือนถือว่าแย่ที่สุดตั้งแต่มีการสำรวจมา โดยมีถึง 83% ที่บอกว่ามีปัญหาในการชำระหนี้ และมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น เนื่องจากคนเข้าถึงแหล่งเงินยาก จากการที่แบงก์เข้มงวดการปล่อยกู้ ทำให้ต้องหันไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้ ขณะที่คนที่มีบัตรเครดิต ก็จะรูดจนเต็มวงเงิน ส่วนชาวนาที่ได้เงินค่าจำนำข้าวไป 9 หมื่นล้านบาท ก็นำไปใช้หนี้ และเหลือใช้บางส่วน ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวช้า” ธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบหนี้กับรายได้ จะพบว่า 40.3% ตอบว่ามีหนี้เพิ่มมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น 30.2% มีหนี้เพิ่มเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ 29.5% มีหนี้เพิ่มน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การออมเงิน 48.9% ตอบว่ามีการออมเงิน และ 51.1% ตอบว่าไม่มีการออมเงิน

สัดส่วนการออมเงินของประชาชนลดลงต่อเนื่อง จากปี 2552 ที่มีการออมเงินสูงถึง 91.2% โดยกลุ่มตัวอย่างได้มีข้อเสนอต่อภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ได้แก่ ลดค่าครองชีพให้เหมาะสมกับรายได้ของคนส่วนใหญ่ ดำเนินนโยบายแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง สร้างงานแก้ปัญหาการว่างงาน

ธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นทำให้กำลังซื้อของภาคประชาชนมีปัญหา เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เศรษฐกิจซบเซา คนมีภาระหนี้สูง กำลังซื้อจึงแย่ ทำให้เอกชนรับรู้ถึงการขยายตัวค่อนข้างน้อย จึงทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบอืดๆ

“การเพิ่มค่าแรง 300 บาท แรงงานก็ได้ไปก่อหนี้สินรอไว้แล้ว พอเกิดปัญหาเศรษฐกิจก็ขาดสภาพคล่อง รายได้เพิ่มไม่ทัน บั่นทอนการใช้จ่าย” ธนวรรธน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว