
2 เดือนคืนสุขแรงต้านเริ่มกระเพื่อม
ครบ 2 เดือนเต็มกับการเข้ามายึดอำนาจบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมา
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ครบ 2 เดือนเต็มกับการเข้ามายึดอำนาจบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมา
คสช.ได้ดำเนินการทั้งเรื่องสลายสีเสื้อสร้างความปรองดองในทุกพื้นที่ เรียกตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งทางตรงทางอ้อมมาร่วมกันปรับทัศนคติ ให้ข้อมูลปัญหาของชาติและร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไข สร้างเวทีจัดกิจกรรมปรองดองคืนความสุขให้ คนไทย จับอาวุธสงครามที่ก่อเหตุสร้างความ ไม่สงบ รวมทั้งการจัดระเบียบภาคสังคมต่างๆ ให้อยู่ในร่องในรอย
แต่ระหว่างทาง “คืนความสุข สร้างความสงบ” ใช่ว่าเป็นไปด้วยความราบรื่น เมื่อผู้ได้รับผลกระทบ ผู้เสียผลประโยชน์ เริ่ม ก่อตัวเขย่า คสช.
บวกกับแรงกระเพื่อมที่ถูกถ่ายทอดผ่านทางโซเชียลมีเดีย ถือว่าเป็นการสร้างความหนักใจให้กับ คสช.อย่างมาก ถึงขั้นทำให้หัวหน้า คสช.สั่งเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารทางโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด และหากพบว่าผิดกฎหมายก็ให้ดำเนินการ
สอดคล้องกับเหตุการณ์ล่าสุดมีการเผยแพร่ส่งต่อข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียอ้างมา จากตำรวจมะเขือเทศ ด้วยการนำเสนอข้อมูล ปลุกระดมจัดกิจกรรมตอบโต้การทำรัฐประหาร
“วันศุกร์ที่ 1 ส.ค. 2557 ต้นเดือนหน้ามาชิมลางกันด้วยการนัดหยุดงานทั่วประเทศต้านรัฐประหารฯ พ่อค้าแม่ค้าสลากลอตเตอรี่ คิวรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ ชาวนาปลูกข้าว ชาวสวนปลูกยางพารา ประชาชนคนจนรักษา 30 บาท ทุกโรค ที่จะปรับเปลี่ยนให้ผู้ถือบัตรร่วมออกค่า ใช้จ่ายเอง 40% เบี้ยเลี้ยงคนชรารายเดือนที่จะถูกยกเลิก รวมถึงต้น ต.ค.หน้าจะปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% และอื่นๆ อีกมากมาย ฯลฯ ที่ คสช.จะคืนความสุขให้กับคนไทยโดยถ้วนหน้า ขอได้สละเวลา 1 วัน โดยพร้อมเพรียงกัน”
สังเกตได้ว่าข้อความดังกล่าวได้หยิบยกเจตนาที่ คสช.ตั้งใจคืนความสุขให้ประชาชนส่วนใหญ่ แต่กลายเป็นปัญหาของคนอีกกลุ่มหนึ่งมาสร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนให้ คสช.ทำงานยากขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวล้วนแต่เป็นปัญหาปากท้อง การทำมาหากิน
ดังนั้น ความหวังดีต่อภาคสังคมที่ คสช.ทำนั้น ต้องตระหนักด้วยว่าสังคมไทยเป็นสังคมแบบอะลุ่มอล่วย ถ้าตั้งใจทำอะไรมากเกินไป ขึงกฎเกณฑ์ กฎระเบียบตึงเปรี๊ยะ จนทำให้คนไม่ว่าจะส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยเกิดความรู้สึกว่า “อึดอัด” ก็จะกลายเป็นดาบสองคมหันมาทำร้าย คสช.เองได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวภาคการเมืองเริ่มแสดงบทบาทออกมามากขึ้นเช่นกัน ดูเหมือนความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับรัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราวกำลังประกาศใช้
เป็นการเคลื่อนไหวหลังจาก คสช.ยุติการเรียกบุคคลที่มีบทบาทนำทางการเมืองมารายงานตัว ปรับทัศนคติละลายพฤติกรรม
เป็นการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคการเมืองต้องการยื่นร้องเรียนต่อ คสช.ด้วยการอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่ คสช. เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจัดการฝ่ายตนเอง แต่ไม่ดำเนินการกับอีกฝ่ายหนึ่ง
อีกทั้งเมื่อโรดแมป คสช. ระยะที่ 2 เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายมากขึ้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็จะเริ่มขยับมากขึ้นเช่นกัน เพื่อเฝ้าดูและคอยสกัดกลั่นกรองการทำงานของ คสช.ให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าดูกลั่นกรองหน้าตาของรัฐธรรมนูญชั่วคราว สภานิติบัญญัติ การสรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูปเพื่อปฏิรูปหน้าตาเป็นอย่างไร การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะออกมาในรูปแบบไหน
เมื่อไหร่ที่ คสช.ก้าวพลาดนั่นหมายถึงการเก็บแต้มที่หนึ่งของฝั่งตรงข้ามได้เกิดขึ้น
เห็นได้จากทันทีที่มีข่าวว่า รัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราวกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเร็ววัน เริ่มจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้จับตาเรื่องการนิรโทษกรรม หลังรัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้ พร้อมทั้งระบุว่าหากมี บทบัญญัติในลักษณะนี้ออกมา ก็จะเกิดความยุ่งยากวุ่นวายในประเทศจะเกิดขึ้นแน่
ซึ่งนี่คือการต่อต้านแนวคิดเซตซีโร่ล้างผิดคนโกง หลังจากที่ท่าทีของหัวหน้า คสช.เชิญให้คนต่างประเทศกลับบ้านมาต่อสู้คดี และบอกว่าคนไทยพร้อมให้อภัย
ขณะเดียวกัน ตัวแทนทนายพรรคเพื่อไทย สิงห์ทอง บัวชุม ก็ออกมาเรียกร้องขอความยุติธรรมต่อหัวหน้า คสช.ให้สั่งผู้เกี่ยวข้องเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่มีความผิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม กปปส.
นับเป็นการส่งสัญญาณสะกิด คสช. อย่าละเลยเรื่องของความเป็นธรรมความเสมอภาคและไม่สองมาตรฐาน หาก คสช.ยังต้องการ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม
สุดท้ายแล้วสิ่งที่ คสช.ต้องทำคือ การทำตัวให้เป็นกลางทบทวนบทบาทการทำหน้าที่ให้ดี ที่สุด นำเอาบทเรียนการทำปฏิวัติที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์อุดรอยรั่ว
ทุกย่างก้าวของการทำงานท่ามกลางแรงกระเพื่อมที่เริ่มออกมาอย่างต่อเนื่อง คสช.ต้องละเอียดและรอบคอบให้มากขึ้น







