
จับตา"โจโกวี"พลิกโฉมอิเหนาลุบปฏิรูปศก.-ดูดนักลงทุนนอก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ได้ผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว หลังประชาชนแดนอิเหนามากกว่า 130 ล้านคนใน 33 จังหวัดทั่วประเทศลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โจโก วิโดโด หรือที่ตั้งฉายาให้ว่า “โจโกวี” เป็นผู้คว้าชัยเหนือคู่แข่งอย่าง ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ขึ้นแท่นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของอินโดนีเซียต่อจาก ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน นับจากนี้อีก 5 ปีไปแล้ว
แม้จะมีแนวโน้มว่าหลังการประกาศผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เคพียู) อาจมีเหตุความวุ่นวายจนกระเทือนเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากล่าสุด ซูเบียนโต ประกาศถอนตัว พร้อมให้คำมั่นแข็งกร้าวว่าจะเดินหน้าประท้วงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น กระนั้นสัญญาณที่อินโดนีเซียกำลังจะมีผู้นำประเทศคนใหม่ก็นับเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศไม่น้อย
ต้องยอมรับว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ค่อนข้างชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการเติบโตในหลายปีก่อนหน้า เหตุเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังคงพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติและการส่งออก อีกทั้งยังเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของภาครัฐอย่างการอุดหนุนราคาน้ำมันที่ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจนขาดดุลงบประมาณ
ดังนั้น การเข้ามาของผู้นำคนใหม่จึงเปรียบเสมือนสัญญาณการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ว่าที่ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ได้ให้คำมั่นระหว่างการหาเสียงก่อนหน้านี้ว่าจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้หันมาพึ่งพาการบริโภคภายใน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของบรรดาผู้ประกอบการแดนอิเหนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)
วิงคินโจว ผู้อำนวยการด้านการลงทุนหลักทรัพย์จากอีสต์สปริง อินเวสต์เมนต์ ในอินโดนีเซีย แสดงความเห็นว่าชัยชนะดังกล่าวนับเป็นข่าวดีของนักลงทุน เพราะนโยบายของโจโกวีเน้นการปฏิรูปที่หวังผลเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว แถมมีแนวโน้มว่าโจโกวีน่าจะผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้ เห็นได้จากผลงานการเป็นผู้ว่ากรุงจาการ์ตาที่สามารถดำเนินโครงการรถไฟรางเดียวกับรถไฟความเร็วสูงได้สำเร็จ
สำหรับการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของอินโดนีเซียภายใต้การนำของโจโกวี ที่น่าจับตามองก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน เพิ่มการใช้จ่ายในส่วนสวัสดิการสังคม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปรับระบบข้าราชการให้โปร่งใสเพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจะช่วยให้สามารถเก็บเงินภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้มีทุนสนับสนุนการยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศได้อย่างสบาย
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนัก ระหว่างโจโกวีกับซูเบียนโต อาจมีนโยบายเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกันในแง่ที่เน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เช่น การปกป้องผลประโยชน์ด้านน้ำมัน แต่นโยบายของโจโกวีดูจะได้ใจนักลงทุนต่างชาติมากกว่า ตรงที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและเน้นการเพิ่มผลผลิตให้กับเศรษฐกิจในทุกระดับ
ขณะเดียวกัน ด้วยประสบการณ์นักธุรกิจที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมือง โจโกวีในวัย 53 ปี จึงได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจเศรษฐกิจพอสมควรว่าเจ้าตัวมีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจค่อนข้างดี และน่าจะสามารถวางแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้กลับมาผงาดขึ้นอีกครั้งหนึ่งได้ แม้ว่านโยบายเศรษฐกิจที่ใช้หาเสียงในช่วงที่ผ่านมาจะไม่มีการลงลึกเปิดเผยในรายละเอียดมากนักก็ตาม
ในส่วนที่น่าจับตามองที่สุด นอกจากการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและระบบข้าราชการแล้ว ก็คือการเดินหน้าผลักดันอินโดนีเซียให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียถือเป็นตลาดผู้บริโภครถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ขณะที่กำลังไต่อันดับเป็นตลาดผู้ผลิตรายใหญ่แข่งกับไทย โดยมีบริษัทวิจัยหลายสำนักประเมินว่าการผลิตของอินโดนีเซียอาจแซงหน้าไทยภายในสิ้นปีนี้
ที่ผ่านมาตลาดผลิตรถยนต์อินโดนีเซียมักจะประสบปัญหาหลักคือ ความอ่อนด้อยของโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศ ซึ่งรวมถึงกระบวนการขนส่งโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ ส่งผลให้การส่งออกรถ หรือการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบรถ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ทำให้อินโดนีเซียเสียเปรียบด้านการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “โจโกวี” จะสามารถขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียอย่างราบรื่นหรือไม่ บรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักต่างลงความเห็นตรงกันว่า ผู้นำคนต่อไปของแดนอิเหนาต้องเผชิญกับภาระงานหนักทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งวันก่อนที่จะมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรก โรดริโก ชาเวซ ผู้อำนวยการเวิลด์แบงก์ หรือธนาคารโลก ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจาก 5.3% เมื่อเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ 5.2% ซึ่งต่ำกว่าเป้าการเติบโตที่รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งไว้ในปีนี้ว่าจะอยู่ที่ 5.5% โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลใหม่ต้องเจอความท้าทายอย่างการจัดการงบประมาณและการขยายดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
“ในอนาคตอันใกล้ การจัดการเรื่องการขาดดุลงบประมาณ กับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เดินหน้าขาดดุลมากขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด” ผู้อำนวยการเวิลด์แบงก์ ระบุ
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ออกโรงเตือนและเรียกร้องให้อินโดนีเซียเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงนโยบายอุดหนุนพลังงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อให้การเติบโตของประเทศเป็นไปอย่างยั่งยืน
ขณะนี้อินโดนีเซียกำลังประสบกับปัญหาการจัดการการขาดดุลบัญชีให้อยู่ต่ำกว่า 3% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งขาดดุลอยู่ที่ 3.3% กลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องหันมาใช้นโยบายรัดเข็มขัดมากขึ้นในปีนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อให้สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้
แน่นอนว่าเศรษฐกิจและการปฏิรูปทั้งหมดของอินโดนีเซียจะเริ่มต้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลใหม่และผู้นำคนใหม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างราบรื่นภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ ทว่าจากสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้มว่าการเมืองแดนอิเหนาอาจมีเหตุวุ่นวายที่ไม่จบสิ้นได้โดยง่าย ส่งผลให้เป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปให้ดีว่าอินโดนีเซียจะพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคอาเซียนได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่







