
สนธิสัญญาสันติภาพเวสต์(ตอนจบ)
สัปดาห์นี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงผลของสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียกันต่อครับ
สัปดาห์นี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงผลของสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียกันต่อครับ
อานิสงส์ของสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียที่มีมาถึงปัจจุบันได้แก่
การยุติสงครามทางศาสนาต่อกันระหว่างรัฐในยุโรป
เน้นการให้อิสระแก่ผู้ครองนครรัฐในการปกครองตนเอง
ให้แต่ละรัฐมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจรัฐภายนอก
เกิด “รัฐอธิปไตย” ทั่วยุโรปที่สามารถดูแลตนเองได้โดยอิสระ
ให้ความสำคัญกับคำว่า “อธิปไตย” มากกว่า “จักรวรรดิ”
การล่มสลายของราชวงศ์แฮพส์บวกส์ที่เป็นใหญ่อยู่ในขณะนั้น
เกิดการแบ่งเส้นพรมแดนใหม่ระหว่างรัฐในยุโรป โดยแต่ละรัฐให้ความเคารพต่อการบูรณาการทางดินแดนของแต่ละรัฐ
เป็นรากฐานที่นำไปสู่การเกิด “กฎหมายระหว่างประเทศ” ในเวลาต่อมา
เป็นรากฐานที่นำไปสู่ “การตัดสินใจด้วยตนเอง” และ “ชาตินิยม” ในรัฐทั่วยุโรปในเวลาต่อมา
เป็นรากฐานที่นำไปสู่การเกิดระบบรัฐสากล บรรษัทข้ามชาติ และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ตามมา
บรรดานักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ระบุหลักการสำคัญของสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียไว้ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
หลักการ “อำนาจอธิปไตยในแต่ละรัฐ” และ “สิทธิพื้นฐานทางการเมืองที่ว่าด้วยการตัดสินใจด้วยตนเอง”
หลักการ “ความเท่าเทียมกันระหว่างรัฐ”
หลักการ “การไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่นๆ”
สนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียทำให้ยุโรปเป็นดินแดนที่สงบและปราศจากสงครามขนาดใหญ่มานานเป็นระยะเวลาหลายปีนับตั้งแต่ระหว่าง ค.ศ. 1850 จนถึง ค.ศ. 1900
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองสมัยใหม่และบรรดานักทฤษฎีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันอีกหลายกลุ่มที่มีแนวคิดว่า “ระบบอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลียน” ได้ถูกความเป็น “สากลนิยม” และ “โลกาภิวัตน์” ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงยุคทศวรรษ ค.ศ. 1980 และทศวรรษ ค.ศ. 1990 กลืนกินไปหมดแล้ว รวมทั้งการตั้งคำถามว่า “อำนาจอธิปไตยในแต่ละรัฐยังคงมีอยู่จริงหรือไม่” โดยยกตัวอย่างการแทรกแซงอำนาจทางการเมืองของชาติมหาอำนาจในหลายรัฐทั่วโลกในปัจจุบันและการแก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่ในหลายรัฐทั่วโลก เพื่อผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยการแทรกแซงดังกล่าวมักจะมีการกล่าวอ้างว่า “เป็นการแทรกแซงเพื่อเหตุผลด้านมนุษยชน” เป็นหลัก







