
(ขอเชิญช่วยกันคิดเรื่อง...)อนาคตไทยในการช่วงชิงอำนาจระดับโลก
ความขัดแย้งที่ยูเครนเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัสเซียต้องการแสดงอานุภาพในยุคที่อเมริกาและยุโรปอ่อนแรง ผมเชื่อว่าเราจะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นรอบโลก เพราะจะมี “อำนาจใหม่” พยายาม “โชว์พาว” ให้เห็น ความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
ความขัดแย้งที่ยูเครนเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัสเซียต้องการแสดงอานุภาพในยุคที่อเมริกาและยุโรปอ่อนแรง ผมเชื่อว่าเราจะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นรอบโลก เพราะจะมี “อำนาจใหม่” พยายาม “โชว์พาว” ให้เห็น ความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
การช่วงชิงทางเศรษฐกิจก็เหมือนกัน อย่างเช่นกรณีที่วันก่อนผู้นำกลุ่มประเทศที่เรียกว่า Brics ได้ประกาศว่าจะลงขันตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาขึ้นมากันเอง
คำถามสำคัญคือ ทั้งหมดนี้จะมีผลอย่างไรกับไทยเรา และเราต้องเตรียมตัวอย่างไร
Brics ย่อมาจากอักษรต้นของประเทศ Brazil Russia India China และ South Africa เนื่องจากประเทศกลุ่มนี้มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ในสถานะ “กำลังพัฒนา” จึงมีนักลงทุนข้ามชาติจับรวมเป็นกลุ่มขึ้นมา ในช่วงต้นมิได้เป็นการรวมตัวกันโดย 5 ประเทศนี้ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ใดๆ
ว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจระหว่าง 5 ประเทศนี้ เดิมทีก็ไม่มีมากนัก แต่ที่มีเหมือนกันคือความทะเยอทะยานที่จะมีสิทธิมีเสียงในโลกมากขึ้น และความอึดอัดที่ยังไม่ได้รับการยอมรับโดยสากลโลกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่อำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับมหาอำนาจเดิม แต่กลุ่มอำนาจเดิมก็ยังคงยึดสิทธิเหนือสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ ไว้ เช่น IMF ธนาคารโลก UN หรือกลุ่ม G7
จนถึงทุกวันนี้ หัวหน้าธนาคารโลกก็ยังต้องเป็นคนอเมริกัน ส่วนหัวหน้า IMF ก็ต้องเป็นคนยุโรป ในทางปฏิบัติความไม่ยุติธรรมนี้มีผลอย่างมาก อย่างเช่นทัศนคติในทางลบที่ IMF เคยมีกับประเทศเอเชีย (รวมถึงไทย) ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งนั้น ตรงกันข้ามกับทัศนคติและนโยบายที่องค์กรเดียวกันมีกับประเทศในยุโรปที่ประสบวิกฤตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ความลักลั่นในวิธีการปฏิบัติจึงเป็นเหตุให้กลุ่มประเทศ ASEAN ได้ชักชวนประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มาร่วมกันตั้งกองทุนที่มีชื่อว่า “กองทุนริเริ่มเชียงใหม่” เพื่อเราจะได้สามารถแก้ปัญหากันเองได้ในยามวิกฤต
ข้อเท็จจริง คือ ประเทศมหาอำนาจเดิมนั้นยังยื้อที่จะยึดฐานอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีคลัง มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ IMF เนื่องจากผู้นำคนเดิมถูกกล่าวหาว่าไปลวนลามพนักงานทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่นิวยอร์ก ครั้งนั้นผมและเพื่อนรัฐมนตรีคลังจากแถวบ้านเราหลายคน พยายามที่จะเสนอแนวคิดว่า IMF ควรจะเลิกเป็นอาณานิคมของยุโรปได้แล้ว และควรจะรับความจริงว่ามีผู้ที่มีความสามารถที่จะบริหารองค์กรได้อีกมากที่ไม่ได้เป็นคนยุโรป เรารู้ว่าโอกาสสำเร็จในจังหวะนั้นยังน้อย แต่ก็คิดว่าต้องมีการเริ่มต้น เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
แต่ปัญหาไม่ใช่ความดื้อของฝรั่งยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้น อีกปัญหาสำคัญคือ การขาดเอกภาพในเอเชีย และการขาดมาตรฐานธรรมาภิบาลในประเทศอื่นๆ ที่ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ ในด้านเอกภาพนั้น ตามสถานการณ์ทางการเมือง แค่จะให้จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย จับมือกันก็ยากแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะไปสร้างพลังต่อรองกับอเมริกาและยุโรปได้อย่างไร
การรวมตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในกลุ่ม Brics จึงเกิดขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศอยู่ห่างจากกันในแทบทุกมิติ จึงทำให้ไม่มีข้อขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคในการร่วมมือกันสร้างอำนาจต่อรอง แต่แม้ในกลุ่มนี้จีนกับอินเดียก็ยังมีปัญหากันอยู่บ้าง อย่างล่าสุดก็ยื้อกันอยู่พักใหญ่ว่าสำนักงานใหญ่ของธนาคารพัฒนาที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ควรจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้หรืออินเดีย
ในแง่ของไทยเรา การแข่งขันโดยมหาอำนาจในลักษณะนี้มีผลดีมากกว่าเสีย นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้องค์กรเดิมๆ สนใจเรามากขึ้น ยังจะมีองค์กรใหม่ๆ มาให้ความสำคัญกับเราเพิ่มเติมอีกต่างหาก
แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ว่าเราและกลุ่ม ASEAN ต้องเดินหน้าพัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มประเทศอื่นๆ
นอกจากเอกภาพแล้ว ที่สำคัญคือการสร้างหลักธรรมาภิบาลในระบบการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ ไม่ใช่อาศัย “ความสามารถเฉพาะตัว” ในการหาทางรอดไปวันๆ
ที่ต้องยอมรับ คือ ทั้งเราและแม้แต่ประเทศมหาอำนาจใหม่ๆ นั้นยังสร้างความไว้วางใจในหลักธรรมาภิบาลของตนไม่ได้ หลายประเทศในกลุ่ม Brics ไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้นำยังขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ บางประเทศแสดงออกอย่างชัดเจนว่า พร้อมแหกกฎกติกาสากลเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตน เรื่องของ “ธรรมาภิบาล” สำคัญมาก แม้แต่ในการจัดตั้งกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ของเรานั้น เราก็ยังต้องมีข้อตกลงให้ IMF เป็นกรรมการมากำหนดการใช้เงินกองทุน ที่มีเงื่อนไขนี้ก็เพราะมีการยอมรับร่วมกันว่ามาตรฐานความเป็นมืออาชีพของ IMF ยังสูงกว่าที่อื่น หรือมองอีกแง่หนึ่งก็คือ ประเทศในเอเชียกันเองยังขาดความเชื่อมั่นในกันและกัน เลยต้องไปเอาคนนอกมาเป็นกรรมการ
การพัฒนาประเทศไม่ได้วัดเพียงแค่กำลังทหารหรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ประเทศใดต้องการความยอมรับ ต้องสร้างการยอมรับจากศรัทธา สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้จากระบบและสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นธรรม แม้แต่ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ สามารถยกระดับตัวเองได้ ไม่ใช่เพียงเพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะผู้นำเขามุ่งมั่นที่จะสร้างสถาบันหลักให้เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของคนทุกคน ส่วนไทยเราไม่ใช่ไม่เคยมีผู้นำที่ดี แต่เรายังไม่สามารถสร้างระบบที่ทุกคนพึ่งได้อย่างยั่งยืน วันนี้ก็ยังต้องกลับมาพึ่งพา “อัศวินม้าขาว” คนใหม่ อนาคตยังต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้
จริงๆ เราก็รู้อยู่ว่า “ระบบ” สำคัญกว่าความสามารถเฉพาะตัว เราเพิ่งเห็นกันมาหยกๆ ในการแข่งขันบอลโลก เราต้องเลิกที่จะพึ่งพาบุคคล และหันมาให้ความสำคัญกับการวางรากฐานของระบบที่มั่นคง
ที่สำคัญที่สุดคือ การมีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าถ้ามีตรงนี้ทุกอย่างจะลงรอยเอง นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่คดโกงก็จะอยู่ไม่ได้ เมื่อคอร์รัปชั่นลดลง หลายๆ ปัญหาก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ ระบบการศึกษา ฯลฯ
ดังนั้น ผมจึงเห็นตรงกับหลายฝ่ายที่แนะนำ คสช.ให้ทำน้อย แต่ทำแรง และทำเร็ว มุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปตำรวจ อัยการ กฎการเลือกตั้ง ป.ป.ช. ปปง. และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม นี่คือวิธีเดียวที่จะยืนยันความอยู่ดีกินดีของคนไทย หลังจากอัศวินคนปัจจุบันได้ขี่ม้าจากเราไป และเป็นวิธีเดียวที่จะได้รับการยอมรับความเป็น “อารยประเทศ” ในสายตาของชาวโลก







