posttoday
(ขอเชิญช่วยกันคิดเรื่อง...)อนาคตไทยในการช่วงชิงอำนาจระดับโลก

(ขอเชิญช่วยกันคิดเรื่อง...)อนาคตไทยในการช่วงชิงอำนาจระดับโลก

21 กรกฎาคม 2557

ความขัดแย้งที่ยูเครนเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัสเซียต้องการแสดงอานุภาพในยุคที่อเมริกาและยุโรปอ่อนแรง ผมเชื่อว่าเราจะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นรอบโลก เพราะจะมี “อำนาจใหม่” พยายาม “โชว์พาว” ให้เห็น ความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ความขัดแย้งที่ยูเครนเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัสเซียต้องการแสดงอานุภาพในยุคที่อเมริกาและยุโรปอ่อนแรง ผมเชื่อว่าเราจะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นรอบโลก เพราะจะมี “อำนาจใหม่” พยายาม “โชว์พาว” ให้เห็น ความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

การช่วงชิงทางเศรษฐกิจก็เหมือนกัน อย่างเช่นกรณีที่วันก่อนผู้นำกลุ่มประเทศที่เรียกว่า Brics ได้ประกาศว่าจะลงขันตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาขึ้นมากันเอง

คำถามสำคัญคือ ทั้งหมดนี้จะมีผลอย่างไรกับไทยเรา และเราต้องเตรียมตัวอย่างไร

Brics ย่อมาจากอักษรต้นของประเทศ Brazil Russia India China และ South Africa เนื่องจากประเทศกลุ่มนี้มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ในสถานะ “กำลังพัฒนา” จึงมีนักลงทุนข้ามชาติจับรวมเป็นกลุ่มขึ้นมา ในช่วงต้นมิได้เป็นการรวมตัวกันโดย 5 ประเทศนี้ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ใดๆ

ว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจระหว่าง 5 ประเทศนี้ เดิมทีก็ไม่มีมากนัก แต่ที่มีเหมือนกันคือความทะเยอทะยานที่จะมีสิทธิมีเสียงในโลกมากขึ้น และความอึดอัดที่ยังไม่ได้รับการยอมรับโดยสากลโลกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่อำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับมหาอำนาจเดิม แต่กลุ่มอำนาจเดิมก็ยังคงยึดสิทธิเหนือสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ ไว้ เช่น IMF ธนาคารโลก UN หรือกลุ่ม G7

จนถึงทุกวันนี้ หัวหน้าธนาคารโลกก็ยังต้องเป็นคนอเมริกัน ส่วนหัวหน้า IMF ก็ต้องเป็นคนยุโรป ในทางปฏิบัติความไม่ยุติธรรมนี้มีผลอย่างมาก อย่างเช่นทัศนคติในทางลบที่ IMF เคยมีกับประเทศเอเชีย (รวมถึงไทย) ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งนั้น ตรงกันข้ามกับทัศนคติและนโยบายที่องค์กรเดียวกันมีกับประเทศในยุโรปที่ประสบวิกฤตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ความลักลั่นในวิธีการปฏิบัติจึงเป็นเหตุให้กลุ่มประเทศ ASEAN ได้ชักชวนประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มาร่วมกันตั้งกองทุนที่มีชื่อว่า “กองทุนริเริ่มเชียงใหม่” เพื่อเราจะได้สามารถแก้ปัญหากันเองได้ในยามวิกฤต

ข้อเท็จจริง คือ ประเทศมหาอำนาจเดิมนั้นยังยื้อที่จะยึดฐานอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีคลัง มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ IMF เนื่องจากผู้นำคนเดิมถูกกล่าวหาว่าไปลวนลามพนักงานทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่นิวยอร์ก ครั้งนั้นผมและเพื่อนรัฐมนตรีคลังจากแถวบ้านเราหลายคน พยายามที่จะเสนอแนวคิดว่า IMF ควรจะเลิกเป็นอาณานิคมของยุโรปได้แล้ว และควรจะรับความจริงว่ามีผู้ที่มีความสามารถที่จะบริหารองค์กรได้อีกมากที่ไม่ได้เป็นคนยุโรป เรารู้ว่าโอกาสสำเร็จในจังหวะนั้นยังน้อย แต่ก็คิดว่าต้องมีการเริ่มต้น เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

แต่ปัญหาไม่ใช่ความดื้อของฝรั่งยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้น อีกปัญหาสำคัญคือ การขาดเอกภาพในเอเชีย และการขาดมาตรฐานธรรมาภิบาลในประเทศอื่นๆ ที่ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ ในด้านเอกภาพนั้น ตามสถานการณ์ทางการเมือง แค่จะให้จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย จับมือกันก็ยากแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะไปสร้างพลังต่อรองกับอเมริกาและยุโรปได้อย่างไร

การรวมตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในกลุ่ม Brics จึงเกิดขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศอยู่ห่างจากกันในแทบทุกมิติ จึงทำให้ไม่มีข้อขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคในการร่วมมือกันสร้างอำนาจต่อรอง แต่แม้ในกลุ่มนี้จีนกับอินเดียก็ยังมีปัญหากันอยู่บ้าง อย่างล่าสุดก็ยื้อกันอยู่พักใหญ่ว่าสำนักงานใหญ่ของธนาคารพัฒนาที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ควรจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้หรืออินเดีย

ในแง่ของไทยเรา การแข่งขันโดยมหาอำนาจในลักษณะนี้มีผลดีมากกว่าเสีย นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้องค์กรเดิมๆ สนใจเรามากขึ้น ยังจะมีองค์กรใหม่ๆ มาให้ความสำคัญกับเราเพิ่มเติมอีกต่างหาก

แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ว่าเราและกลุ่ม ASEAN ต้องเดินหน้าพัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มประเทศอื่นๆ

นอกจากเอกภาพแล้ว ที่สำคัญคือการสร้างหลักธรรมาภิบาลในระบบการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ ไม่ใช่อาศัย “ความสามารถเฉพาะตัว” ในการหาทางรอดไปวันๆ

ที่ต้องยอมรับ คือ ทั้งเราและแม้แต่ประเทศมหาอำนาจใหม่ๆ นั้นยังสร้างความไว้วางใจในหลักธรรมาภิบาลของตนไม่ได้ หลายประเทศในกลุ่ม Brics ไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้นำยังขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ บางประเทศแสดงออกอย่างชัดเจนว่า พร้อมแหกกฎกติกาสากลเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตน เรื่องของ “ธรรมาภิบาล” สำคัญมาก แม้แต่ในการจัดตั้งกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ของเรานั้น เราก็ยังต้องมีข้อตกลงให้ IMF เป็นกรรมการมากำหนดการใช้เงินกองทุน ที่มีเงื่อนไขนี้ก็เพราะมีการยอมรับร่วมกันว่ามาตรฐานความเป็นมืออาชีพของ IMF ยังสูงกว่าที่อื่น หรือมองอีกแง่หนึ่งก็คือ ประเทศในเอเชียกันเองยังขาดความเชื่อมั่นในกันและกัน เลยต้องไปเอาคนนอกมาเป็นกรรมการ

การพัฒนาประเทศไม่ได้วัดเพียงแค่กำลังทหารหรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ประเทศใดต้องการความยอมรับ ต้องสร้างการยอมรับจากศรัทธา สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้จากระบบและสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นธรรม แม้แต่ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ สามารถยกระดับตัวเองได้ ไม่ใช่เพียงเพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะผู้นำเขามุ่งมั่นที่จะสร้างสถาบันหลักให้เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของคนทุกคน ส่วนไทยเราไม่ใช่ไม่เคยมีผู้นำที่ดี แต่เรายังไม่สามารถสร้างระบบที่ทุกคนพึ่งได้อย่างยั่งยืน วันนี้ก็ยังต้องกลับมาพึ่งพา “อัศวินม้าขาว” คนใหม่ อนาคตยังต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้

จริงๆ เราก็รู้อยู่ว่า “ระบบ” สำคัญกว่าความสามารถเฉพาะตัว เราเพิ่งเห็นกันมาหยกๆ ในการแข่งขันบอลโลก เราต้องเลิกที่จะพึ่งพาบุคคล และหันมาให้ความสำคัญกับการวางรากฐานของระบบที่มั่นคง

ที่สำคัญที่สุดคือ การมีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าถ้ามีตรงนี้ทุกอย่างจะลงรอยเอง นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่คดโกงก็จะอยู่ไม่ได้ เมื่อคอร์รัปชั่นลดลง หลายๆ ปัญหาก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ ระบบการศึกษา ฯลฯ

ดังนั้น ผมจึงเห็นตรงกับหลายฝ่ายที่แนะนำ คสช.ให้ทำน้อย แต่ทำแรง และทำเร็ว มุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปตำรวจ อัยการ กฎการเลือกตั้ง ป.ป.ช. ปปง. และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม นี่คือวิธีเดียวที่จะยืนยันความอยู่ดีกินดีของคนไทย หลังจากอัศวินคนปัจจุบันได้ขี่ม้าจากเราไป และเป็นวิธีเดียวที่จะได้รับการยอมรับความเป็น “อารยประเทศ” ในสายตาของชาวโลก

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน