
‘อะไรแว้? ทำไรยุ?’
คนที่ชอบเล่นไลน์อ่านแล้วคงจะอมยิ้ม ความน่ารำคาญในการเล่นไลน์ (สำหรับผู้เขียน) มีอยู่ 2 เรื่อง คือ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
คนที่ชอบเล่นไลน์อ่านแล้วคงจะอมยิ้ม
ความน่ารำคาญในการเล่นไลน์ (สำหรับผู้เขียน) มีอยู่ 2 เรื่อง คือ พวกหนึ่งช่างขยันเหลือเกินในการส่งสติกเกอร์ ข้อความ หรือภาพต่างๆ โดยเฉพาะพวกที่ส่งตอนตีสี่ตีห้ากับห้าทุ่มสองยาม อันเป็นเวลาหลับนอนของชาวบ้าน กับอีกพวกหนึ่งเอาแต่เปิดอ่าน แต่ไม่ส่งข่าวหรือเขียนอะไรเลย เงียบหายจนน่าเบื่อ เหมือนไม่มีมารยาท ชอบแอบอ่านแต่ไม่แสดงตัวตน
จึงต้อง “อะไรแว้” สำหรับพวกแรก และ “ทำไรยุ” สำหรับพวกหลัง
สมมติว่า คสช.เปิดไลน์ให้ประชาชนเข้ามาคุยกับ คสช.ได้ คนไทยก็คงจะคุยกับ คสช.ด้วยข้อความทั้งสองนี้มากที่สุด
“อะไรแว้ เดี๋ยวประกาศนั่น เดี๋ยวสั่งนี่”
“ทำไรยุ ทำไมไม่ทำเรื่องนั้น ทำอะไรไม่เห็นจะเข้าใจ ฯลฯ”
อีก 2 วัน ก็จะครบ 2 เดือนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่มีคนเทียบผลงานของคณะรัฐประหารชุดนี้กับชุดอื่นๆ ที่เคยมีมาในประเทศไทยว่า ได้สร้างผลงานในเชิง “ปริมาณ” ค่อนข้างมาก ทั้งในส่วนชิ้นงานและจำนวนเงิน ทั้งที่นับได้ (คือเป็นจำนวนและมูลค่าของผลงาน) และนับไม่ได้ (คือเป็นผลงานทางด้านจิตใจหรือความรู้สึก) แต่กระนั้นบางคนก็ยังรู้สึกว่า “ไม่ถึงอกถึงใจ” หรือยังไม่พอใจ
ผู้เขียนชอบไอเดียของเพื่อนคนหนึ่งที่วิจารณ์ว่า การดำเนินการของ คสช.ที่ผ่านมา มีลักษณะของการบริหารที่เรียกว่า “Need to Know” อันเป็นหลักการด้านความมั่นคง
คนที่เรียนการบริหารสมัยใหม่อาจจะไม่คุ้นกับคำๆ นี้ เพราะการบริหารสมัยใหม่จะเน้นการมีส่วนร่วม อย่างที่เรียกว่า Management by Objective หรือ MBO คือ การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายร่วมกันของคนในองค์กร โดยเริ่มจากทุกคนในองค์กรจะต้องเข้าวัตถุประสงค์ หรือมองเห็นเป้าหมายเหมือนกัน นั่นก็คือ “นโยบาย” หรือทิศทางขององค์กร จากนั้นก็ต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย จนกว่าจะสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายนั้น
ผู้เขียนได้ยินคำ Need to Know ครั้งแรกเมื่อเข้าทำงานในสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ขั้นต้นจะมีการจัดลำดับเจ้าหน้าที่เป็น “ระดับความลับ” ว่าจะเข้าถึงชั้นความลับในลำดับใด โดยในบัตรประจำตัวจะมีแถบสีระบุแยกกันเป็นชั้นๆ ไป ประมาณ 3–4 ชั้น จำได้ว่าใน พ.ศ. 2529 สำหรับนักการข่าวบรรจุใหม่จะได้บัตรสีเหลือง มีผู้บังคับบัญชาที่จะคุยได้โดยตรงคือหัวหน้างาน มีแฟ้มงานรับผิดชอบเฉพาะที่ประทับตราว่า Classified หรือ “ลับ” ธรรมดาๆ เท่านั้น
ระดับที่สูงขึ้นไปคือ “ลับมาก” กับ “ลับที่สุด” (ส่วน “ลับเฉพาะ” ไม่มีในสารบบการข่าว แต่เป็นสารบบของกิจกรรมส่วนตัว โดยเฉพาะของพวกผู้ชาย) โดยที่จะมีการกำหนดภารกิจและการเข้าถึงข้อมูลไว้เป็นการเฉพาะ การเข้าถึงข้อมูลนี่เองที่ถูกกำหนดโดยหลัก Need to Know
ตอนแรกผู้เขียนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรคือ Need to Know จนเมื่อเขาจัดให้มีการอบรมการข่าวสำหรับการออกปฏิบัติการหาข่าว (OT หรือ Operation Training) ในแต่ละกิจกรรม “ครูฝึก” ซึ่งก็คือนักการข่าวอาวุโสจะมอบหมายภารกิจ “คร่าวๆ” โดยจะบอกแค่ขั้นตอนหลักๆ ของกิจกรรมนั้นๆ เช่น ในการถ่ายภาพเป้าหมาย (บุคคลหรือสถานที่) ก็ไม่บอกว่าคนคนนั้นเป็นใคร หรือสถานที่นั้นมีความสำคัญอย่างไร เขาทำอะไรกันอยู่ในนั้น ท่านว่า (หมายถึงมีการเล่ากันต่อๆ มา) ในการทำงานที่เกี่ยวกับความลับ ถ้าให้คนที่รับคำสั่งรู้มากไป อาจจะทำให้เขาไขว้เขวและไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ
ที่สนุกที่สุดก็คือ “การสะกดรอย” (Surveillance) ที่จะดำเนินการภายใต้ “การอำพรางตัว” (Camouflage) ก่อนวันที่จะออกดำเนินการครูฝึกจะบอกแต่ละทีม (ส่วนใหญ่งานการข่าวจะทำงานเป็นทีม) เพียงว่าให้แต่ละทีมไปเจอกันตรงถนนนั้น ตึกนี้ ก่อนเวลากี่โมง แต่ต้องอำพรางว่าไม่รู้จักกัน มีรหัสหรือสัญญาณต่างๆ ไว้ส่งสัญญาณให้เข้าใจตรงกัน ส่วนเป้าหมายที่ต้องสะกดรอยนั้น ภาษานักการข่าวเรียกว่า “กระต่าย” ครูฝึกจะบอกแค่ว่ากระต่ายนี้รูปร่างหน้าตาอย่างไรเท่านั้น
ในการสะกดรอยครั้งนั้น ผู้เขียนได้รับ “ขส” (เป็นคำย่อของภารกิจการหาข่าว) ให้ไปยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงภาพยนตร์บางกอกรามา ถนนราชปรารภ (เดี๋ยวนี้ปรับปรุงเป็นโรงแรม) เวลา 0845 (8 โมง 45 นาที ตอนเช้า) กระต่ายจะลงรถเมล์มา หน้าตาอย่างนี้ แล้วให้สะกดรอยตามไปอย่าให้คลาดสายตา เพราะผู้เขียนเป็น “ไม้ 1” หรือผู้สะกดรอยหลัก โดยเพื่อนอีก 3 คนจะเป็นส่วนเสริม ส่วนสนับสนุน และส่วนสำรอง ซึ่งก็จะกระจายอยู่ใกล้ตามกันไปโดยตลอด
วันนั้นกระต่ายของทีมพวกผม “คึกคัก” เป็นพิเศษ ลากพวกเราเข้าออกตรงนั้นตรงนี้ บางทีก็ไปโทรศัพท์ที่ตู้สาธารณะ ก็ต้องมีพวกเราเข้าไปประกบแอบฟัง หรือถ้ากระต่ายอ่านหรือหยิบอะไรก็ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ถึงข้อความที่เขาอ่าน หรือรูปพรรณของสิ่งของที่กระต่ายนั้นหยิบฉวย กระทั่งไปคุยกับใคร ตรงไหน อากัปกิริยาเป็นอย่างไร ก็ต้องจดจำไว้เพื่อรายงานโดยละเอียด
ก่อนเที่ยงพวกเรามาจนมุมที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กระต่ายของเราสามารถระบุได้ว่าเรา 4 คนมีใครบ้าง แต่งตัวอย่างไร และทำอะไร “เปิ่นๆ” ตลอดการสะกดรอยนั้นบ้าง จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็มาสรุปรายงานในแต่ละกลุ่ม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นความรู้ระหว่างกัน ซึ่งก็ทำให้เรารู้ได้ว่าหลัก Need to Know นี้คือ “หัวใจ” ของงานการข่าวเลยทีเดียว
ท่านว่า (อีกแล้ว) หลักนี้จะทำให้ “ไม่วอกแวก”
ถ้าจะแปลตรงตัวก็คือ “รู้เท่าที่จำเป็นต้องรู้”
ครูฝึกได้อรรถาธิบายอย่างออกอรรถรสว่า ปัญหาของสังคมและบ้านเมืองก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ คนรู้มากเกินไป หรือ “เกินความจำเป็น” เช่น ภรรยารู้มาก รู้ว่าเราทำอะไร ไปไหน อยู่กับใคร แค่นี้เราก็หงุดหงิดเดือดร้อนยิ่งนัก เช่นเดียวกันกับงานความมั่นคงของชาติ (ชีวิตสมรสก็คือภัยความมั่นคงในชีวิต ท่านว่าอย่างนั้น) การที่รัฐบาลจะทำอะไรก็ไม่จำเป็นที่ประชาชนจะรู้ทั้งหมด เพราะถ้ารู้มากเกินไปก็จะเป็นเหมือนกับภรรยาที่จ้ำจี้จำไชจะขอให้อธิบายในเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อๆ ไป
เมื่อมองไปในอดีตที่ได้รับการอบรมในหลักการเรื่องนี้มา ก็เข้าใจว่าทหารที่เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงก็คงจะนำหลักการนี้มาปฏิบัติอยู่บ้าง จึงไม่ใช่เหตุที่เราจะต้องรำคาญใจในการกระทำบางอย่างของทหาร เช่น ทำไมปล่อยให้บางคนออกนอกประเทศได้ เป็นต้น
ถ้าประชาชนอยากเป็นศรีภรรยาก็ต้อง “อดทน” หน่อยนะครับ







