
ปิดภารกิจไล่ 'ปู' หมดเงิน 260 ล้าน
ช่วงที่ผ่านมาท่ามกลางมวลชนเข้าร่วมชุมนุมกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง
โดย...เอกชัย จั่นทอง/นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ช่วงที่ผ่านมาท่ามกลางมวลชนเข้าร่วมชุมนุมกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ปรากฏว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งร่วมขบวนอยู่ด้วย ซ้ำยังมีบทบาทโดดเด่นในฐานะแกนนำ พระภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
โพสต์ทูเดย์มีนัดกราบนมัสการสัมภาษณ์พิเศษหลวงปู่พุทธะอิสระ ทีมข่าวเดินทางมุ่งหน้าไปวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ใช้เวลา 1 ชม.เต็มบนถนนหลวงก่อนถึงจุดหมาย สถานที่พูดคุยเป็นกระท่อมปลายนาหลังเล็กในเขตวัดอ้อน้อย เพิงหลังคามุงด้วยจากเพียงกันแดดฝนปลูกกลางบ่อน้ำ ไม่มีหน้าต่างมองได้รอบแบบ 360 องศา ล้อมด้วยธรรมชาติของทุ่งนาสีเขียว ยอดหญ้าเอนตามแรงลม เคล้าเสียงปลาตวัดตัวกินอาหาร ก่อนเริ่มบทสนทนาด้วยความอิ่มเอมใจจากธรรมชาติ
ภาพขึ้นเวทีจับไมค์ตะโกนถามผู้ชุมนุมว่า “สู้ไม่สู้” ของหลวงปู่พุทธะอิสระกลายเป็นความทรงจำทางการเมือง แต่ ณ วันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาเคลียร์ทุกอย่าง พร้อมกับประกาศขอทำทุกอย่างเพื่อคืนความสุขให้คนไทย ทำให้หลวงปู่พุทธะอิสระกลับมาจำวัดดั่งเดิมสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับหลวงปู่ถึงกิจวัตรประจำวันหลังจากเสร็จภารกิจทางการเมือง
หลวงปู่เล่าถึงการประกอบกิจวัตรหลังจากยุติการชุมนุมว่า ทุกวันนี้ตื่นเช้า 03.00 น. จากนั้นเวลา 04.30 น. สวดมนต์ก่อนออกบิณฑบาต ถึงเวลาเพลก็ฉันเพล ถ้าก่อนเพลไม่มีงานอะไรก็ปลูกผัก คุมก่อสร้างดูปั้นหุ่น และทำนาช่วงบ่าย บางทีก็มีญาติโยมแวะมาพูดคุย ในช่วง 6 โมงเย็นจะสวดมนต์ สอนพระนั่งสมาธิเจริญภาวนา เข้านอนตอนประมาณ 5 ทุ่ม
“ทุกวันนี้เขียนหนังสือ บวกกับคิดแก้ปัญหาต่างๆ ภายในวัดและบ้านเมืองควบคู่กันไป”
นอกจากนี้ ยังทำโครงการทวงคืนผืนป่าร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาคเหนือ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทำสังคมต้นแบบในการช่วยกันอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเดือนหน้าจะไปปลูกป่าที่ จ.นครสวรรค์ และลพบุรี
ไม่เคยทิ้งมวลชนแม้จะเป็นหนี้
สำหรับเรื่องความปลอดภัยภายหลังยุติการชุมนุมและกลับมาจำวัด หลวงปู่พุทธะอิสระยอมรับว่า ช่วงกลับมาวัดใหม่ๆ ต้องระมัดระวังเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงหลังนี้ได้เปิดโปงประเด็นทุจริต มันทำให้คนระดับใหญ่เสียผลประโยชน์
“67 เดือนในการชุมนุมได้ความประทับใจ ที่ลูกหลาน พี่น้องที่รักชาติจริงๆ ที่ทุกคนเสียสละโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และทุกคนยอมตายพร้อมกับเรา ได้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ดิ้นรนสุดชีวิตที่จะปกป้องผลประโยชน์และทรัพย์สิน อำนาจของตน ได้เห็นภาพว่าเขาจับอาวุธได้มากมาย และได้เห็นว่าคนที่รักชาติจริงๆ นั้นต้องยอมเสียอะไรไปบ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่ารักชาติ อย่างเช่น ฉันต้องเป็นหนี้ ตั้งแต่ตอนอยู่ชุมนุม จนเดี๋ยวนี้เจ้าหนี้ไม่อยากเจอหน้ามันแล้ว ต่อราย 5 ล้าน 10 ล้าน มาเจอหน้าบอกมึงไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้าบ่อย กูไม่มีตังค์จ่ายมึง” หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวไปพร้อมเสียงหัวเราะ
ในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมาของ กปปส.แจ้งวัฒนะ มีผู้บาดเจ็บและถูกตำรวจจับกุม ตรงนี้หลวงปู่ยืนยันว่า ยังคงดำเนินการติดตามช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เงินไปประมาณ 8 ล้านกว่าบาทเพื่อช่วยเหลือการ์ด แต่ยังไม่รวมเรื่องประกันตัว คดีความ รักษาตัวผู้บาดเจ็บ
“อาตมาไม่ได้ทิ้งคนเหล่านั้น หมดม็อบมาเป็นหนี้หัวโต รายจ่ายที่หมดไปประมาณ 260 กว่าล้านตลอดช่วงการชุมนุม แล้วเราได้รับการบริจาคจริงไม่ถึง 50 ล้านบาท ไม่เหมือนลุงกำนันที่ได้เป็นแสนเป็นล้าน”
ทุกวันนี้ก็เทศนาสอน หาเงินจ่าย เดี๋ยววันอาทิตย์นี้จะไปหาเงินแถวแจ้งวัฒนะ ถ้าหลวงปู่ไม่ออกไปทำเวทีชุมนุมที่แจ้งวัฒนะ จะมีเงินหมุนใช้ในวัดวันละ 5-6 ล้าน เพราะหลวงปู่ขายสินค้า ขายของ มีเงินพอหมุนเวียนใช้ได้ แต่ไปอยู่เวทีเงินไม่มี เงินบริจาคต่อวันแสนกว่าบาท บางวัน 5 หมื่น แต่รายจ่ายวันละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท
“ที่นอนให้น้ำเกลือนั่นตรอมใจนะ ไม่ใช่อะไร (หัวเราะ) ค่าเต้น ค่าโต๊ะ ค่าอุปกรณ์ ก็ยืมเงินจากวัดไป” หลวงปู่ระบุ
แม้การชุมนุมจะยุติมาเกือบ 2 เดือนแล้ว กลุ่มเวทีอื่นของ กปปส.กระจัดกระจายไปตามวิถีชีวิตเฉกเช่นสถานการณ์ปกติ แต่กลุ่มเวทีแจ้งวัฒนะยังคงเหนียวแน่น มีการทำกิจกรรมต่างๆ มีหลักยึดโยงของศาสนา ทำให้กลุ่มนี้เสมือนซักซ้อมว่าพร้อมตลอดเวลาหากมีเรียกชุมนุม โดยหลวงปู่พุทธะอิสระพูดอย่างมีอารมณ์ขันว่า “เราไม่ได้ซักซ้อมอะไร แต่เราก็บอกนะว่า พี่น้องเราต้องช่วย คสช. ช่วยชาติบ้านเมือง ทำตนให้เป็นสังคมต้นแบบ คือ นัดกันไปปลูกป่า เก็บขยะ ลอกคลอง ไม่ใช่การซักซ้อมพร้อมชุมนุม เราก็เป็นกำลังผลักดันหนุนให้ คสช.ทำงานได้สมบูรณ์แบบ เป็นหูเป็นตาเป็นแขนเป็นขาให้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร”
หลวงปู่เผยความในใจว่า ถ้าบ้านเมืองกลับมาสู่สันติสุข คนดีไม่โดนรังแก คอร์รัปชั่นไม่มีในบ้านเมือง ทุกคนอยู่กันอย่างปรองดอง แผ่นดินสงบสุข ถึงตอนนั้นก็จะเดินไปหาพระสงฆ์ให้ตั้งศาลสงฆ์ขึ้นมา เพื่อชำระอธิกรณ์หรือดำเนินการทางพระธรรมวินัยทางศาสนากับหลวงปู่ เบื้องต้นได้นัดกับพระวินยาธิการหรือตำรวจพระไว้แล้ว รอให้ทำกิจกรรมบ้านเมืองสันติสุขก่อน
“สึกเป็นสึกไม่ต้องกังวล เพราะบอกเอาไว้แล้ว สมมติถ้าต้องสึก ก็นุ่งขาวห่มขาว รับใช้วัดไม่เสียใจ กลับภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ แล้วถ้าหากว่ามันทำได้ขนาดนั้นก็ถือว่าเราได้สั่งสมบารมีสุดยอดแล้ว เพราะผลลัพธ์ที่เราทำให้กับบ้านเมืองขนาดนี้ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แม่ยังบอกว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ควรทำ และเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายตระกูลทองประเสริฐต้องทำ แม่ก็พร้อมสนับสนุน ไม่ได้เสียใจ” หลวงปู่พุทธะอิสระ ลั่นวาจาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หวัง คสช.ปราบทุจริตสร้างชาติ
เกี่ยวกับการทำงานของ คสช. หลวงปู่พุทธะอิสระบอกว่า รู้สึกพอใจกับการเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศของ คสช. แต่อยากบอกว่าการปราบทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเข้ามาทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ถ้าไม่แก้ปัญหา ปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมาอีก
“ที่ปัญหามันเกิดขึ้นกับบ้านเมืองทุกวันนี้และในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่ประชาชนทำให้เกิดปัญหา แต่มันคือนักการเมืองกับข้าราชการ ข้าราชการเลวร้ายทุจริตได้ก็เพราะว่านักการเมืองคอยสนับสนุน มันเกื้อหนุนกัน มันก็เลยเป็นภาพว่าปัญหาทุกอย่างไม่ได้รับการแก้ไข แล้วยังปล่อยให้พวกนี้จมปลัก ดำรงอยู่ มีอำนาจบาตรใหญ่
“ทุกคนมีสิทธิเข้ามาช่วยบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่าใหม่ สำคัญว่าเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ไหม และสังคมที่ว่าเป็นสังคมของผู้ที่เห็นถูกเป็นถูก เห็นผิดเป็นผิด ถ้าเห็นถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นถูก สังคมแบบนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ รวมทั้งนักการเมืองที่เข้ามาในกระบวนการสังคมแบบนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะน่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือมีเลศนัยบางอย่าง ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรมีกระบวนการสแกนกันก่อนดีไหม”
หลวงปู่คาดหวังกับการทำงานของ คสช.ว่า หวังว่า คสช.จะจัดระเบียบบ้านเมืองให้ได้เหมือนกับระเบียบทหาร คือเอาระบบทหารมาจัดระเบียบให้บ้านเมือง ให้เหมาะสม ให้บ้านเมืองกลับมาเป็นเมืองสวรรค์ เมืองศิวิไลซ์ ให้ทุกคนอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย และมีความเท่าเทียมกัน
“ต่างชาติไม่ได้อยากมาดูตึกสูง แต่อยากมาดูความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และความมีน้ำใจของคนไทย เขาอยากมาสัมผัส และฉันเชื่อว่า คสช.มีแนวคิดอย่างนี้ พร้อมคาดหวังพยายามผลักดันให้สำเร็จ ทุกคนที่มาวัดต้องกลับไปเป็นสังคมต้นแบบ หรือบุคคลต้นแบบให้สังคมดู เพื่อช่วยให้บ้านเมืองกลับไปอยู่ในสภาวะที่มีขื่อมีแป แล้วก็มีเส้นแบ่งระหว่างสังคมให้ชัดเจน และเคารพเส้นแบ่งนั้น เหมือนกับที่เขาจัดระเบียบโบ๊เบ๊ จัดระเบียบขายสลากกินแบ่งรัฐบาล”
ความขัดแย้งอย่างฝังรากลึกทำให้เกิดการมองว่าทหารเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองให้รอดพ้นจากการนองเลือด จนเริ่มมีการเปรียบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาห้ามไว้ ซึ่งหลวงปู่ให้ความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวทำไม่ได้ เป็นอัศวินไม่ได้ ก่อนหน้านี้ทุกคนที่พยายามตำหนิทหาร ส่วนตัวก็ออกมาปกป้องพวกตลอดและบอกไปว่าอย่าไปตำหนิทหาร เพราะอย่างน้อยต้องเหลือทหารไว้
ทว่า ตามโรดแมปที่ คสช.วางไว้แน่นอนว่าต้องมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เข้ามาบริหารประเทศตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งหลวงปู่พุทธะอิสระคิดว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะว่ามีความเป็นกลาง เข้าได้กับทุกกลุ่มและมีนิสัยประนีประนอม แต่คิดว่าเมื่อมีรัฐบาลแล้วทาง คสช.ก็ยังไม่ควรสลายตัว โดยควรไปทำหน้าที่เป็นสภาความมั่นคงแห่งรัฐ เพื่อดูแลพิทักษ์รัฐธรรมนูญกับสถาบันหลัก
ทั้งนี้ หลวงปู่พุทธะอิสระมีความกังวลในคณะทำงานของ คสช. โดยฝากเตือนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “บางคนเข้ามาเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง บางคนเข้ามาเพราะว่าความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ที่อยากจะช่วยเหลือบ้านเมืองจริงๆ อยากช่วยให้ คสช.นำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย
“ฉันก็กังวลว่ามีคนประจบ โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง มันจะทำให้เกิดความเสียหาย แต่ถามว่าใครบ้าง ก็ไม่อยากไปชี้ เราก็หวังว่าการให้สติเตือน ก็เพื่อให้เขาระวังมากขึ้น เรียกว่าฟังหูไว้หู ไม่ใช่ฟัง 2 หู ถามว่ามีใครบ้าง ก็มีทั้งสีเขียว สีปกติ เอาไว้ให้ผลงานออกมาก่อน อยากให้ คสช.ทำงานประสบความสำเร็จอย่างที่ คสช.ตั้งใจไว้” หลวงปู่พุทธะอิสระ ทิ้งท้าย







