
คสช.ปรับใหญ่บีโอไอขึ้นตรงสำนักนายกฯ
บอร์ดบีโอไอมีมติโอนไปสังกัดสำนักนายกฯ สั่งปรับแผนส่งเสริมให้มุ่งเน้นสินค้าเกษตรท่องเที่ยวบริการ
บอร์ดบีโอไอมีมติโอนไปสังกัดสำนักนายกฯ สั่งปรับแผนส่งเสริมให้มุ่งเน้นสินค้าเกษตรท่องเที่ยวบริการ
ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2557 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน มีมติให้โอนบีโอไอจากสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ให้คล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้บีโอไอปรับยุทธศาสตร์การทำงานใหม่ จากที่เน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต มาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการให้มากขึ้น
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้บีโอไอไปปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ระยะ 5 ปี (25582562) ที่บีโอไอขอขยายไปเป็น 7 ปี ตั้งแต่ปี 25582564 โดยขอให้พิจารณาปรับรายละเอียดใน 5 ประเด็น และให้นำมาเสนอในการประชุมในเดือน ส.ค.นี้
สำหรับยุทธศาสตร์หลักที่บอร์ดบีโอไอให้สำนักงานบีโอไอไปปรับปรุงประกอบด้วย 1.แผนส่งเสริมการลงทุนต้องเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจระยะยาว 2.ให้ส่งเสริมการลงทุนทั้งในประเทศและผลักดันธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ 3.ปรับการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนทั้งธุรกิจขนาดใหญ่กลางและเล็กโดยเฉพาะเอสเอ็มอี 4.ให้ความสำคัญกับแผนของ คสช.ที่กำลังส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 5.ลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีลง เนื่องจากไทยมีความจำเป็นต้องมีรายได้ภาษีเพื่อไปพัฒนาในส่วนอื่น
อย่างไรก็ตาม การลดสิทธิประโยชน์ภาษีนั้นสามารถทำได้ 2 ส่วน ทั้งการปรับลดประเภทกิจการ ซึ่งตามยุทธศาสตร์ใหม่มีการปรับลดจาก 240 ประเภทกิจการ เหลือแค่ 180 กิจการ และปรับสิทธิประโยชน์ที่ให้แต่ละกิจการลง ซึ่งในส่วนนี้บีโอไอจะหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง แต่เพดานการให้สิทธิประโยชน์ภาษียังคงไว้ 8 ปี และลดลงตามความสำคัญของกิจการ แต่กลุ่มที่บีโอไอยังให้ความสำคัญและต้องจูงใจให้ลงทุนคือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน แปรรูปเกษตร วิจัยและพัฒนา ออกแบบผลิตภัณฑ์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางการแพทย์
“จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า การให้สิทธิประโยชน์ภาษีแก่นักลงทุนนั้นทำให้ประเทศเสียรายได้ภาษีที่ควรจะได้อยู่ประมาณปีละ 56 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากปรับสิทธิประโยชน์ตามยุทธศาสตร์ใหม่แล้วพบว่า ความสูญเสียจะลดลงประมาณ 50%” นายอุดม กล่าว
นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอได้พิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน 15 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 5.15 หมื่นล้านบาท ทำให้การประชุมบอร์ดบีโอไอ 2 ครั้ง อนุมัติไปทั้งสิ้น 92 โครงการ เงินลงทุน 2.58 แสนล้านบาทคิดเป็น 35% ของมูลค่าเงินลงทุนของโครงการที่ค้างการพิจารณาอยู่ 7.43 แสนล้านบาท
สำหรับโครงการที่ได้รับส่งเสริมครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการผลิตไฟฟ้า 9 โครงการ รวมมูลค่าลงทุน 3.47 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลหรืออีโคคาร์ ระยะที่2 1 โครงการของบริษัทออโต้อัลลายแอนซ์(ประเทศไทย) มูลค่าลงทุน9,727.5 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่น บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้รับส่งเสริมกิจการผลิตเบเกอรี่ เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,450 ล้านบาท บริษัท ครบุรีไบโอเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ได้รับส่งเสริมกิจการผลิตเอทานอล 99.5% เงินลงทุน 1,098.5 ล้านบาท บริษัท อาซาฮี คาเซอิ สปันบอนด์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมกิจการผลิตผ้า ผลิตภัณฑ์ NONWOVEN FABRIC เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,758 ล้านบาท บริษัท การ์เดียนอินดัสทรีส์ ระยอง จำกัด ได้รับส่งเสริมกิจการผลิตกระจกเคลือบผิวกันรังสี เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,500 ล้านบาท และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ได้รับส่งเสริมให้เพิ่มกำลังการผลิตกิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเล เงินลงทุน 1,285 ล้านบาท







