
อนาคตประเทศไทย
1.อนาคตประเทศไทยขึ้นกับการมอง
1.อนาคตประเทศไทยขึ้นกับการมอง
1.1 การมองเชิงปัญหาก็จะเห็นปัญหามากมาย และเห็นปัญหาเพิ่มขึ้นอีกๆ จนปัญหาท่วมท้นและท่วมทับจนมองไม่เห็นทางแก้ อีกประการหนึ่งปัญหามีรากที่ยาวไกลและมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง การมองเชิงปัญหาจึงนำไปสู่การทะเลาะกันนัวเนียและอาจถึงขั้นรุนแรง เรียกว่าติดอยู่ในอดีตไม่สามารถเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ดีได้
เรามักคิดว่าการพัฒนาคือการแก้ปัญหา
ผู้รู้บางคนกล่าวว่า การพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี สิ่งใหม่ยังไม่มีจำเลย การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่จึงง่ายกว่า และไม่ทะเลาะกันเหมือนการแก้ปัญหา
1.2 มองเชิงตั้งเป้าหมาย เช่น ประเทศไทยมีทรัพยากรประเภทต่างๆ มากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าคนไทยร่วมตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุด จะมีพลังขับเคลื่อนไปสู่อนาคต
2.แล้วจะร่วมกันได้อย่างไร เพราะความเห็นต่างปลุกระดมความเกลียดชังกันอย่างรุนแรง มีความแตกแยกและความรุนแรงมาหยกๆ ได้ เพราะศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์
มนุษย์มีศักยภาพสูงมากที่จะเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ การครุ่นคิดทบทวนหรือที่เรียกว่าโยนิโสมนสิการ ด้วยเหตุด้วยผลจะทำให้หลุดพ้นไปสู่อิสรภาพและความจริงได้ เช่นว่า เราต้องการอะไร เราต้องการฆ่ากันหรือไม่ใช่ เราต้องการให้ลูกหลานของเราอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินนี้ด้วยศานติสุขใช่ไหม ใช่ ใช่
คำที่เป็นกุญแจคือ การอยู่ร่วมกัน ใช่ไหม
ครั้งหนึ่งลูกชายผมกับยายของเขาทะเลาะกัน ต่างคนต่างว่าอีกฝ่ายไม่มีเหตุผล เหตุผลของคนต่างวัยขนาดนั้นคงจะต่างกัน ผมคุยกับลูกว่าเหตุผลก็สำคัญ แต่ไม่ใช่เอาเหตุผลเป็นตัวตั้ง น่าจะเอาการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง ตั้งแต่นั้นไม่ทะเลาะกันอีกเลย
ถ้าผัวเมียทะเลาะกัน ถ้าเอาเหตุผลเป็นตัวตั้งจะไม่หายทะเลาะกัน เพราะใช้เหตุผลที่ต่างกัน ในชีวิตไม่ได้มีแต่เหตุผลอย่างเดียว ยังมีอย่างอื่นอีกมาก เช่น ความรัก ความเมตตา ความอดทน การให้อภัย การเห็นต่างเป็นธรรมดา
ไม่มีคนสองคนในโลกที่เหมือนกัน แม้แต่ฝาแฝดไข่ใบเดียวที่ติดกัน เช่น อินจัน ขนาดดีเอ็นเอเหมือนกันทุกอย่าง นิสัยยังไม่เหมือนกัน คนหนึ่งชอบกินเหล้า อีกคนไม่ชอบกิน (แต่ก็เมาไปด้วย เพราะเลือดเดินถึงกัน) คนเรามีผิดบ้างถูกบ้าง เป็นธรรมดา
ในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเป็นชุมชน ไม่ถือว่าความเห็นต่างหรือความผิดความถูกเป็นเรื่องที่จะทำให้อยู่ร่วมกันไม่ได้
ที่ผ่านมา ได้นำเอาเรื่องที่เป็นธรรมดามาปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังกันอย่างหนัก เกิดความแตกแยกและความรุนแรง
จากการครุ่นคิดทบทวนหรือโยนิโสมนสิการ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจะทำให้เราประจักษ์ความจริงว่าความเห็นต่างเป็นของธรรมดา เรามีผิดบ้างถูกบ้างเป็นของธรรมดา ไม่ควรเป็นเหตุให้เราเกลียดกันจนแทบจะอยู่บนแผ่นดินเดียวกันไม่ได้
แท้ที่จริงเราเป็นเพื่อนมนุษย์ แท้ที่จริงเราเป็นเพื่อนคนไทยด้วยกัน
พระท่านก็พร่ำสอน “สัพเพ สัตตา” เราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ควรมีเมตตาต่อกันและกัน
การอยู่ร่วมกันจะเป็นหลักการใหญ่ของมนุษยชาติต่อไปข้างหน้า ฝรั่งผู้เจริญไม่ได้ใช้หลักการนี้โลกจึงแตกแยกรุนแรงวิกฤต เขาก็จะต้องหันมาหาหลักการนี้ในที่สุด
หมายเหตุในการรักษาโรคซึมเศร้า มีผู้นำการครุ่นคิดด้วยเหตุผลจนประจักษ์ความจริงที่เรียกว่า CBT (Cognitive Behavior Therapy) มาใช้ และได้ผลดี ในอนาคตอาจมีผู้คิดค้น SCBT (Social Cognitive Behavior Therapy)
3.ร่วมสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุด ถ้าคนไทยสามารถร่วมกันได้ก็จะสามารถร่วมกันสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุดได้ โดยสร้างจินตนาการประเทศไทยยุคใหม่ร่วมกัน สร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม ออกแบบการพัฒนาประเทศไทย ทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับชาติ จนถึงระดับนานาชาติ
ในการนี้ พลังพลเมืองที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด อาจมีผู้นำที่เป็นพลังพลเมืองสัก 1 ล้านคน เป็นเครือข่ายคนไทยพัฒนาประเทศไทยที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ
4.วิกฤตทางการเมืองไม่ได้เสียของเปล่า แต่ได้สร้างคนไทยที่ตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีอะไร แต่ล้วนเป็นเพื่อนคนไทยดังกล่าวแล้ว การที่คนไทยจำนวนมากตื่นตัวทางการเมือง ประเทศไทยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เคล็ดอยู่ที่คนไทยที่ตื่นตัวทางการเมืองเหล่านี้ยกระดับไปเป็นพลังพลเมืองที่เข้มแข็ง พลังพลเมืองที่เข้มแข็งจะสร้าง “สังคมประชาธิปไตย” สังคมประชาธิปไตยใหญ่กว่าการเมืองประชาธิปไตย และจะทำให้การเมืองประชาธิปไตยมีคุณภาพ
พลังพลเมืองที่เข้มแข็งจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศไทย และเป็นพลังสร้างประเทศไทยยุคใหม่ให้เป็นยุคศรีอาริยะ







