
ไทยแลนด์ แดนสวรรค์เด็กหลอกแก้ว
เว็บไซต์ข่าวหนังสือพิมพ์อิรวดีของพม่า นำเสนอรายงานพิเศษโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจรับทำเด็กหลอดแก้ว (ไอวีเอฟ) ในประเทศไทย ว่ากำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คู่รักสามีภรรยาต่างชาติ โดยเฉพาะคุณแม่ยังสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ เขตปกครองตนเองฮ่องกง และคุณแม่จากออสเตรเลียส่งผลให้แต่ละปีไทยรับทำเด็กหลอดแก้วให้กับคู่สามีภรรยาสูงถึง 1 หมื่นคู่
เว็บไซต์ข่าวหนังสือพิมพ์อิรวดีของพม่า นำเสนอรายงานพิเศษโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจรับทำเด็กหลอดแก้ว (ไอวีเอฟ) ในประเทศไทย ว่ากำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คู่รักสามีภรรยาต่างชาติ โดยเฉพาะคุณแม่ยังสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ เขตปกครองตนเองฮ่องกง และคุณแม่จากออสเตรเลียส่งผลให้แต่ละปีไทยรับทำเด็กหลอดแก้วให้กับคู่สามีภรรยาสูงถึง 1 หมื่นคู่
รายงานเริ่มเรื่องด้วยการพูดคุยสัมภาษณ์คุณแม่ลูกหนึ่งชาวฮ่องกงรายหนึ่งวัย 26 ปี ซึ่งตัดสินใจเดินทางมาทำเด็กหลอดแก้วที่เมืองไทยพร้อมสามี โดยให้เหตุผลว่าหลังจากมีลูกสาวคนแรกแล้ว คนที่สองที่หวังไว้คือลูกชาย และเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ลูกชายจริงๆ ทั้งสองจึงเลือกวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย โดยยอมเสียค่าใช้จ่าย 9,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 แสนบาท)
ทั้งนี้ คุณแม่วัย 26 ปีรายนี้เป็นหนึ่งในคุณแม่ต่างชาติหลายร้อยรายที่บินตรงมาเมืองไทยเพื่อทำเด็กหลอดแก้วโดยเฉพาะในแต่ละปี โดยคุณแม่เชื้อชาติจีนถือเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งตัดสินใจพึ่งพาวิธีทำเด็กหลอดแก้วเพื่อให้สามารถกำหนดเพศของเด็กทารกที่จะเกิดได้ตามต้องการ ขณะที่คุณแม่อีกส่วนหนึ่งตัดสินใจเพราะปัญหาการมีบุตรยาก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นเสมือนแดนสวรรค์สำหรับพ่อแม่ชาวต่างชาติในการทำเด็กหลอดแก้วนั้น ประการแรกสุดก็คือเรื่องค่าใช้จ่าย ขณะที่ประการถัดมาก็คือเรื่องของกฎหมายข้อบังคับที่ไม่มีการบัญญัติห้ามพ่อแม่กำหนดหรือเลือกเพศของลูกที่จะเกิดมา
ในส่วนของค่าใช้จ่ายนี้ ประเทศไทยจัดได้ว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับศักยภาพและประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีการแพทย์ในระดับแนวหน้าในการทำเด็กหลอดแก้ว และเมื่อเทียบกับประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับเยี่ยมในการทำเด็กหลอดแก้วอย่างสหรัฐและแอฟริกาใต้ ที่มีค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาก
สำหรับในประเด็นเรื่องกฎหมาย ประเทศไทยยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายห้ามการเลือกเพศเด็กทารกด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้วอย่างจริงจัง
แม้หลายฝ่าย เช่น องค์กรแพทยสภา จะพยายามผลักดันให้มีกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อปกป้องสมดุลทางเพศซึ่งจะส่งผลต่อสถาบันครอบครัวในอนาคต และเพื่อป้องกันการลักลอบการค้าตัวอ่อนของทารก แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ค่อยได้รับการสนใจสักเท่าไรนัก ยิ่งเมื่อประเทศไทยยังขาดเสถียรภาพทางการเมืองและอยู่ในระหว่างการจัดการสถาบันการปกครองของชาติให้เข้ารูปเข้ารอย ทำให้การพิจารณาปฏิรูปกฎหมายการทำเด็กหลอดแก้วเป็นสิ่งที่ยังต้องรอคอยกันต่อไป
ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการห้ามปรามทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ประเทศไทยจึงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของคู่สามีภรรยาชาวต่างชาติมากมาย โดยรายงานชิ้นนี้ระบุว่า ขณะนี้ไทยมีคลินิกรับทำเด็กหลอดแก้วอยู่ถึง 44 แห่ง อีกทั้งปัจจุบันมีคลินิกทำเด็กหลอดแก้วที่ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนทุกเดือน ขณะที่มูลค่ารวมของธุรกิจนี้เมื่อปีที่ผ่านมาสูงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางแนวโน้มความต้องการทำเด็กหลอดแก้วที่สูงถึง 20% ต่อปี







