posttoday
"บริคส์"ผงาดลุยตั้งธนาคารเองไม่ง้ออิทธิพลตะวันตก

"บริคส์"ผงาดลุยตั้งธนาคารเองไม่ง้ออิทธิพลตะวันตก

17 กรกฎาคม 2557

บรรลุข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อย ภายหลังจากที่ใช้เวลาพูดคุยกันมาเป็นเวลากว่า 2 ปี สำหรับการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่” (เอ็นดีบี)

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

บรรลุข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อย ภายหลังจากที่ใช้เวลาพูดคุยกันมาเป็นเวลากว่า 2 ปี สำหรับการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่” (เอ็นดีบี) และจัดตั้งกองทุนสำรองฉุกเฉินเพื่อใช้ในวิกฤต ซึ่งมีชื่อว่า “ข้อตกลงเงินทุนสำรองฉุกเฉิน” (ซีอาร์เอ) ที่ 5 ผู้นำของกลุ่มประเทศบริคส์ (BRICS) ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยักษ์ใหญ่ของโลก อันได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เพิ่งจะจับมือกันหลังจากการประชุมที่เมืองฟอร์ตาเลซาของบราซิล ในวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับธนาคารของกลุ่มบริคส์ หรือเอ็นดีบีนี้ จะมีเงินทุนเริ่มต้น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยแต่ละชาติจะวางเงินทุนที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่าๆ กัน ก่อนที่มีแผนว่าธนาคารแห่งนี้จะขยับขยายไปมีเงินทุนที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยธนาคารจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ขณะที่ตำแหน่งประธานจะเป็นตัวแทนจากอินเดีย ที่จะมีวาระ 5 ปี ก่อนที่จะหมุนวนไปยังประเทศอื่นๆต่อไป ส่วนประเทศอื่นๆ เองก็ได้มีตัวแทนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในธนาคารเช่นกัน

การจัดตั้งธนาคารแห่งนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศบริคส์ ซึ่งมีประชากรครึ่งหนึ่งของโลกและมีผลผลิตทางเศรษฐกิจถึง 1 ใน 5 ของโลก โดยมีเป้าหมายที่ต้องการเป็นเงินทุนให้กับกลุ่มประเทศบริคส์และประเทศตลาดเกิดใหม่ในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ส่วนในข้อตกลงเงินทุนสำรองฉุกเฉินนั้น จะมีเงินทุน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนนั้นมีสัดส่วนเป็นผู้บริจาคเงินทุนในครั้งนี้มากที่สุดที่ 41% ในขณะที่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย มีสัดส่วนบริจาคประเทศละ 18% ส่วนแอฟริกาใต้นั้นมีสัดส่วน 5% โดยการจัดตั้งนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการเดินหน้าลดวงเงินที่ใช้ในการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศตลาดเกิดใหม่เมื่อกลางปีที่แล้ว ที่ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างหนัก

นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวนี้แสดงว่าบริคส์ต้องการ “ถ่วงดุลและเข้ามามีบทบาทกับระบบการเงินโลกมากขึ้น” เนื่องจากในปัจจุบันธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นสององค์กรที่มีบทบาทในระบบการเงินโลกมากที่สุด ทว่าส่วนใหญ่ผู้ที่มีอิทธิพลในสองสถาบันดังกล่าวคือชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ

ที่ผ่านมา บริคส์พยายามเรียกร้องที่จะปฏิรูปเพื่อเปิดทางให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงินโลก โดยการปรับเปลี่ยนระบบโควตาจะเปิดโอกาสให้ประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่มีบทบาทและมีสิทธิการลงคะแนนเสียงมากขึ้นในไอเอ็มเอฟ ทว่าการปฏิรูปนี้ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสของสหรัฐ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็เป็นไปด้วยความล่าช้า

“ทั้งในไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ สหรัฐและบรรดาพันธมิตรทั้งหลายมีส่วนในการตัดสินใจเกือบทั้งหมด ขณะที่ชาติส่วนใหญ่ของโลกกลับไม่ค่อยมีปากมีเสียงมากนัก โดยกองทุนนี้ได้สูญเสียอิทธิพลในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงในสถาบันระหว่างประเทศเหล่านี้” มาร์ค ไวส์บรอท ผู้อำนวยการร่วมของศูนย์เพื่อการวิจัยนโยบายและเศรษฐกิจ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว

ดังนั้นแล้ว แม้ว่าหน้าที่ของเวิลด์แบงก์และเอ็นดีบีจะคล้ายคลึงกัน ทว่า คริสโตเฟอร์ วูด นักวิจัยจากสถาบันกิจการระหว่างประเทศของแอฟริกาใต้ ระบุว่า สิ่งที่เป็นความแตกต่างที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ “เอ็นดีบีนั้นมีความเป็นประชาธิปไตย” เพราะสิทธิในการออกเสียงของแต่ละประเทศนั้นเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ แม้จะมีความกังวลว่าจีนอาจจะขยายอำนาจเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลกับตัวธนาคารมากที่สุด แต่อีกด้านหนึ่งจีนจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของเอ็นดีบีเป็นเวลาถึง 20 ปี เนื่องจากตำแหน่งประธานจะเวียนไปยังประเทศอื่นๆ ก่อน

ในขณะที่ในกรณีของไอเอ็มเอฟนั้น กลุ่มประเทศบริคส์ได้มีการวิจารณ์ไอเอ็มเอฟอยู่แล้วจากโครงสร้างของไอเอ็มเอฟที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีความเป็นอนุรักษนิยม และมีเงื่อนไขในการขอรับเงินช่วยเหลือที่เข้มงวด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่บริกส์จะเดินหน้าหาทางออกด้วยตนเอง

ด้าน คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟเคยระบุก่อนหน้านี้ว่า จะไม่แปลกใจเลยหากสักวันหนึ่งที่ไอเอ็มเอฟนั้นจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศจีน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของจีนที่ขยายตัวขึ้น ขณะเดียวกัน ลาการ์ด ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบโควตาและการลงคะแนนเสียงของไอเอ็มเอฟด้วย

“ความน่าเชื่อถือของสถาบันสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วมของชาติสมาชิก โดยเราไม่สามารถมีส่วนร่วมที่ดีของชาติสมาชิกได้ เมื่อจีนมีสัดส่วนโควตาและสิทธิการแสดงออกเพียงน้อยนิด ขณะที่จีนได้เติบโตมากขึ้น” คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ระบุ

กระนั้นก็ตาม ต้องยอมรับว่าโอกาสที่ธนาคารนี้หรือกองทุนนี้จะเข้ามาแทนที่เวิลด์แบงก์หรือไอเอ็มเอฟ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะหากเทียบปริมาณเงินทุนของทั้งสองสถาบันมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทว่าหากมองในแง่ของการลดบทบาทของชาติตะวันตกแล้วนักวิเคราะห์มองว่าน่าจะมีผลในระยะยาวและยังเป็นการส่งสัญญาณถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ว่ามีทางเลือกอื่นๆ นอกจากสองสถาบันดังกล่าว

“ซีอาร์เออาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินโลกในระยะสั้น ทว่าซีอาร์เอสามารถที่จะลดการรวมอำนาจของไอเอ็มเอฟในระยะยาวได้อย่างแน่นอน” วูด นักวิจัยจากสถาบันกิจการระหว่างประเทศของแอฟริกาใต้ ระบุ

นอกจากนี้แล้ว ไม่เพียงแต่จะเป็นการถ่วงดุลกับสถาบันการเงินโลกที่ชาติตะวันตกมีอิทธิพลอยู่ แต่ความเคลื่อนไหวจากกลุ่มประเทศบริคส์ในครั้งนี้อาจจะมองได้ว่ามีนัยทางการเมืองอยู่ด้วย เพราะทั้ง 5 ประเทศบริคส์มีความแตกต่างกันมาก ซึ่งการบรรลุข้อตกลงร่วมกันนั้นมองได้ว่าเป็นต้นแบบของการร่วมมือระหว่าง 5 ประเทศยักษ์ใหญ่ของประเทศตลาดเกิดใหม่ในอนาคต

“บริคส์กำลังยกระดับบทบาทด้านการเมืองและแสดงบทบาทของกลุ่มบนเวทีโลก” ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ แห่งบราซิล กล่าวภายหลังพิธีลงนาม

ท่ามกลางภาวะที่ชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) พยายามจะปล่อยให้รัสเซียโดดเดี่ยวจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในยูเครน ทว่าการประชุมบริกส์ในครั้งนี้เป็นการบอกประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า รัฐบาลแดนหมีขาวยังคงมีพันธมิตรอยู่ในที่อื่นๆ โดยบริคส์นั้นไม่ได้วิจารณ์การกระทำของรัสเซียจากเหตุดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการบ่งชี้ว่า “อำนาจทางเศรษฐกิจสามารถจัดระบบอนาคตโลกได้”’

แม้ว่าธนาคารและกองทุนดังกล่าวต้องมีการได้รับการอนุมัติจากสภาของแต่ละประเทศบริกส์เสียก่อน ซึ่งมีการประเมินกันว่าอาจจะใช้เวลาหลายปี ทว่าเมื่อบริคส์สามารถตั้งธนาคารและกองทุนสำรองของกลุ่มได้แล้ว โลกน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงถึงบทบาทที่มากขึ้นของบริคส์ทั้งในแง่ทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ที่อาจจะทำให้ชาติตะวันตกร้อนๆ หนาวๆ ได้บ้าง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ