
"Inquiry-based" ก้าวใหม่เรียนรู้วิทยาศาสตร์
โดย...เจษฎา จี้สละ
โดย...เจษฎา จี้สละ
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการศึกษาคือรากฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนากระบวนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ที่มีส่วนสำคัญต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี พลังงาน และการพัฒนาในทุกภาคส่วน
บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จึงร่วมมือกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย จัดค่ายวิทยาศาสตร์บูรณาการ (Fun Science Camp) ในวันที่ 4-5 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงแรม บี.พี.สมิหลาบีช และศูนย์เศรษฐพัฒน์ อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เพื่อสร้างรากฐานกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนอย่างยั่งยืน
บุญล้อม เส็งสำราญ ผู้จัดการศูนย์ฝึกอบรมเศรษฐพัฒน์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต อธิบายว่า การจัดโครงการดังกล่าวเป็นไปเพื่อสร้างการพัฒนาให้กับประเทศอย่างยั่งยืน เนื่องจากเห็นความสำคัญของการพัฒนากระบวนการศึกษา เพราะหากเยาวชนสามารถเพิ่มทักษะและพึ่งพาตนเองได้ เมื่อเติบโตเป็นบุคลากรพัฒนาประเทศ จะสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพต่อไป
ทั้งนี้ ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทมีความพยายามที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ให้สอดแทรกในเนื้อหาสาระของกิจกรรม เช่น กิจกรรม “Sea Survival” เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงานของเชฟรอน เพื่ออบรมและฝึกการดำรงชีพในทะเล โดยเยาวชนที่เข้าอบรมจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ผ่านการอบรมไปปฏิบัติได้จริง
เกศรา อมรวุฒิวร ผู้จัดการโปรแกรมนวัตกรรมทางการศึกษา สถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ได้นำองค์ความรู้ของเชฟรอนมาถ่ายทอด เพื่อประโยชน์ให้กับการศึกษา โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับสาระวิชาในการอบรมครูผู้สอน ได้แก่ 1.เคมี/สมบัติของสาร 2.ภัยพิบัติธรรมชาติ และ 3.ฟิสิกส์/พลังงาน เครื่องกล และการเคลื่อนที่ ทั้งนี้เริ่มเพิ่มศักยภาพระบบการเรียนรู้ผ่านครูผู้สอน โดยการอบรมผู้บริหารสถานศึกษา 150 คน ครูสอนวิทยาศาสตร์ 136 คน จากการคัดเลือกโรงเรียนใน จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งมุ่งเน้นให้นำหลักสูตรและการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquirybased) ไปขยายผลยังนักเรียนในสถาบันที่รับผิดชอบ
“การเรียนรู้แบบ ‘สืบเสาะหาความรู้’ คือกระบวนการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนไม่ได้ให้คำตอบกับผู้เรียนโดยตรง แต่อาศัยการตั้งคำถามอันนำไปสู่ถาม ซึ่งผู้เรียนจะเป็นผู้แสวงหาข้อมูล เหตุผล และคำตอบด้วยตนเอง กล่าวคือ ผู้เรียนทำหน้าที่แสวงหาคำตอบด้วยตนเอง ส่วนครูผู้สอนทำหน้าที่แนะแนวทางอันนำสู่คำตอบ”
นอกจากจะมุ่งเปลี่ยนแปลงกระบวนการสอนของครูแล้ว เกศรา เผยว่า ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนไปพร้อมกัน จึงนำมาสู่การจัดกิจกรรม Fun Science Camp เพื่อครูที่ผ่านการอบรมได้นำองค์ความรู้มาสอนให้นักเรียนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เช่น ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์กับธรรมชาติ ปรากฏการณ์และภัยธรรมชาติและการเตรียมความพร้อมและการออกแบบเคหะสถานเพื่อรองรับภัยพิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่จริง และกิจกรรม Sea Survival ฝึกการดำรงชีวิตในทะเล ผู้เรียนจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้จริง
ไชยา รัชนีย์ อาจารย์ประจำวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสทิงพระวิทยา อ.สทิงพระ จ.สงขลา อดีตผู้ร่วมรับการอบรมและวิทยากรในปัจจุบัน อธิบายว่า ก่อนเข้าร่วมอบรม เน้นการสอนตามตัวชี้วัดที่หลักสูตรกำหนด หลายครั้งยอมรับว่าเร่งทำการสอนและการทดลองของผู้เรียน ชี้นำคำตอบมากเกินไป ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถวิเคราะห์ได้เต็มที่ แต่หลังจากเข้าร่วมอบรมพบว่าเนื้อหาและกลวิธีที่ได้รับจากวิทยากรซึ่งเป็นครูเช่นกัน ส่งผลให้ตนปรับเปลี่ยนวิธีการสอน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ระดมสมอง (Brainstorm) นำผลงานของนักเรียนมาให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์วิพากษ์ รวมถึงมีการจัดลำดับการสอน (Scrip) อย่างเป็นระบบ ควรจะเน้นส่วนไหนหรือลดทอนส่วนไหน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับผู้เรียนอย่างเห็นได้ชัด
“อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยากในการเปลี่ยนแปลงคือทัศนคติของครูผู้สอน เพราะเป็นความคิดของแต่ละบุคคล ส่วนตัวเน้นความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้จริง มากกว่าเน้นเนื้อหาให้เด็กเรียนเก่ง ทำอย่างไรจะให้เขาสามารถสังเกต รวบรวม ประเมินได้ เพราะกระบวนการเหล่านี้และการตั้งคำถามสามารถนำไปใช้ได้ในทุกวิชา ทำอย่างไรจะให้เขาสนุกมากขึ้น ดีกว่าสอนให้ไปสอบแข่งขัน เนื้อหาและกลวิธีที่ได้จากการอบรมที่เป็นประโยชน์คือจุดนี้”
ในส่วนของผู้เรียนที่เข้ารับการอบรม ด.ญ.ทอฝัน ศรีสุวรรณโน นักเรียนชั้น ม.2/7 โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา กล่าวว่า การเรียนในห้องเรียนเป็นเรื่องยาก มีหลายเรื่องที่ตนไม่เข้าใจ แต่การเรียนระหว่างอบรมมันสนุก เพราะได้เล่นเกมไปด้วย เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นการทดลองจริง กอปรกับได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ถ้าเป็นการเรียนในชั้นเรียนคงถูกครูดุไปแล้ว เพราะชอบคุยกับเพื่อน
“หนูคิดว่าเด็กไทยทำงานไม่เป็น พอครูสั่งทำงานเดี่ยวๆ ทำไม่ทันไปลอกเพื่อน แต่พอให้ทำงานกลุ่ม กลับแยกกันทำหรือทำคนเดียว พูดง่ายๆ คือ ทำงานเดี่ยว ทำเป็นกลุ่ม แต่ทำงานกลุ่มชอบทำเดี่ยวๆ”
เมื่อวิทยาศาสตร์กลายเป็น “ยาขม” ไม่ใช่ “ลูกอม” รสหวานที่เด็กต้องการลิ้มรส คงต้องใช้เวลาในการปรับสูตรยาให้เหมาะสม การปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้เรียนก็เช่นกัน คงต้องใช้เวลาในการกล่อมเกลา “Inquirybased” ซึ่งเป็นวิธีที่กระตุ้นให้เด็กรู้จักการเสาะหาคำตอบด้วยตนเอง จึงเป็นทางเลือกในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ควรนำมาปรับใช้ในระบบการศึกษา เพราะความรู้ใดก็ไม่เทียบเท่าการค้นพบด้วยตนเอง







